Artit's profileHi! e^a^kPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    August 26

    ร้อยตำรวจเอกธรณิศ ศรีสุข ยอดวีรบุรุษ ตชด.

    ร้อยตำรวจเอกธรณิศ ศรีสุข ยอดวีรบุรุษ ตชด.

    pran54

             ปลายปี 2550  ไฟใต้ยังคงลุกโชนอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนด้ามขวาน
    ถึงแม้จะดูเหมือนว่ากำลังเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองจะปฏิบัติการเชิงรุกอย่างได้ผล
    สามารถปิดล้อมตรวจค้นจับกุมทั้งแกนนำฝ่ายตรงข้ามกับแนวร่วมและสามารถยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้
    เป็นจำนวนมากก็ตาม แต่ความรุนแรงของเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
    ของผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ยังคงปรากฏให้เห็น
            
             เพราะกลุ่มโจรใต้อาศัยความชำนาญภูมิประเทศและการเป็น "เจ้าของพื้นที่'
    เป็นกลยุทธหลักและข้อได้เปรียบในการก่อเหตุร้ายอย่างไม่เลิกราด้วยเหตุนี้ปฏิบัติการ
    อย่างทุ่มเทของทหารตำรวจในพื้นที่ภาคใต้จึงยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและกลายเป็น
    ที่มาของเรื่องราวดุจดังตำนานแห่ง "วีรชนคนกล้า' ของชาติอันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า
    แผ่นดินไทยยังคงมีผู้ที่พร้อมจะสละทุกสิ่งแม้กระทั่งชีวิตเพื่อปกป้องบ้านเมืองและน้อมเกล้าฯ
    ถวายเป็นราชพลี
     
             เช้าวันเสาร์ที่ 29 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่ผู้คนในกรุงเทพและในอีกหลาย ๆ จังหวัด
    ได้พักผ่อนหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากหน้าที่การงานมาตลอดทั้งสัปดาห์



                   ผู้กองแคน (คนที่สองจากขวา) ขณะลาดตระเวนบนถนน
             แต่ที่จังหวัดยะลาบนเส้นทางสายบันนังสตา - เขื่อนบางลาง "ชุดเคลื่อนที่เร็ว'
    จำนวน 12 นาย ซึ่งเป็นกำลังจากกองร้อยรบพิเศษที่ 1 กองกำกับการสนับสนุนทางอากาศ
    ตำรวจตระเวนชายแดนหรือที่รู้จักกันในนาม "พลร่ม ตชด.' แห่งค่ายนเรศวร หัวหิน
    ได้ออกปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่ต้องสงสัยเพื่อรักษาความปลอดภัย
             
             หลังได้เบาะแสว่ากลุ่มโจรใต้วางแผนที่จะดักซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่และประชาชน
    ที่จะใช้เส้นทางดังกล่าว
             เมื่อชุดเคลื่อนที่เร็วทั้ง 12 นาย ไปถึง "เนินนวรัตน์' ซึ่งภูมิประเทศสองข้างทาง
    เป็นเนินสูงปกคลุมไปด้วยป่ารกทึบเอื้ออำนวยต่อการวางกำลังรอคอยเป้าหมายที่จะผ่าน
    เข้ามาใน "พื้นที่สังหาร' ที่กำหนดไว้

             ร้อยตำรวจเอกหนุ่มวัยสามสิบ ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดเจ้าของร่างล่ำสันรู้สึกผิดปกติ
    และสำเนียกได้ถึงความเงียบเชียบที่แตกต่างจากทุกครั้ง มันเป็นเสมือนสิ่งบอกเหตุว่ามี
    "อะไรบางอย่าง' ที่เป็นอันตรายรอคอยอยู่เบื้องหน้า

             "ผู้กองแคน' ของลูกน้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาโดยตลอดจึงสั่งหยุดเคลื่อนที่
    เพื่อปฏิบัติตามยุทธวิธีและขั้นตอนของการรบนอกแบบ นั่นคือการใช้ "ส่วนล่วงหน้า'
    เดินเท้าเข้าตรวจสอบในบริเวณต้องสงสัย

             ด้วยความองอาจและหัวใจแกล้วกล้าของนายตำรวจนักรบที่มีจิตวิญญาณความเป็น
    "ผู้นำ" อย่างเต็มเปี่ยม ผู้กองแคนอดีตนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่น 54 จึงทำหน้าที่
    "ส่วนล่วงหน้า' ด้วยตนเองเหมือนเช่นทุกครั้งที่ออกปฏิบัติภารกิจซึ่งเขาจะต้องก้าวเท้านำหน้า



               พลร่ม ตชด. ที่อยู่ในทีมโดยไม่หวั่นไหวพรั่นพรึงต่ออันตรายใดๆ


                        
                             ผู้กองแคน (ขวาสุด) กับทีมพลร่ม ตชด.

             อาวุธอัตโนมัติที่อยู่บนมือของร้อยตำรวจเอกแห่งตระกูล "ศรีสุข'
    กระชับแน่น สายตาที่เต็มไปด้วยประกายมุ่งมั่นมองกวาดไปยังแนวป่าบนเนินสองข้างทาง
    อย่างระแวดระวัง นิ้วที่แตะอยู่บนไกปืนพร้อมที่จะเหนี่ยวยิงสาดกระสุนเข้าใส่บริเวณต้องสงสัย
    หากว่าเสียงปืนของฝ่ายตรงข้ามดังขึ้น
     
             ไม่ไกลจากตำแหน่งที่ผู้กองหนุ่มแห่งค่ายนเรศวรกำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ
    กลุ่มโจรใต้ไม่ต่ำกว่า 20 คน พร้อมอาวุธกำลังเล็งศูนย์เข้าใส่เป้าหมายของพวกมัน
            
             กาลีแผ่นดินเหล่านั้นรู้จักหน้าค่าตาและชื่อเสียงของ "ผู้กองแคน' ในฐานะหัวหน้าชุด ตชด.
    แห่งฐานปฏิบัติการเขื่อนบางลาง ซึ่งเป็นนักรบจู่โจมที่มีผลงานยอดเยี่ยมมาโดยตลอด
    ทั้งในด้านยุทธการและการเข้าถึงมวลชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี จนทำให้ชาวบ้านหันมาให้ความร่วมมือ
    กับทางการมากขึ้น
     
     การปรากฏตัวของผู้กองแดนในเช้าวันปะทะจึงเป็นเสมือนการปรากฏของ "เป้าหมาย"
    ที่มีค่ามากที่สุดสำหรับการซุ่มโจมตี โจรใต้กลุ่มนั้นจึงหันปากกระบอกเล็งเข้าหาร่างของนายตำรวจหนุ่ม
    เป็นจุดเดียว เพื่อที่จะระดมปืนเด็ดชีพคนเป็น "หัวหน้าชุด' ให้ได้เป็นลำดับแรก
             
             แล้วในบัดดลนั้นกัมปนาทการยิงก็แผดสนั่นหวั่นไหวพร้อม ๆ กับวิถีกระสุนแดงวาบพุ่งลงมาเป็นห่าฝน
    วินาทีแรกที่เสียงปืนดังขึ้น ร้อยตำรวจเอกหนุ่มก็โผนเข้าหาที่กำบังด้วยสัญชาติญาณพร้อมกับร้องตะโกนสั่งให้
    ลูกทีมทำการยิงตอบโต้ ก่อนที่ร่างของเขาจะล้มร่วงลงบนเนินมรณะ

             การปะทะดำเนินไปอย่างดุเดือดนานกว่า 20 นาที และกำลังอีกชุดหนึ่งภายใต้การนำของ "ผู้กองช้าง"
    หรือร้อยตำรวจเอกสมรัฐ อาวรณ์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดปะทะได้รีบเดินทางมาช่วยก่อนที่เสียงปืนจะสงบลง
    เมื่อฝ่ายตรงข้ามล่าถอยออกไป

     
                   
                                  นาทีชีวิตผู้กองแคนหลังการปะทะ
    "ผู้กองถูกยิง ! วิทยุไปที่บ้านภักดี ขอ ฮ. มารับด่วน !"
     รองหัวหน้าชุดร้องตะโกนเสียงหลงในทันทีที่มองเห็นร่างของร้อยตำรวจเอกหนุ่ม
    แดงฉานไปด้วยเลือด มีบาดแผลฉกรรจ์ที่ลำคอ บอกให้รู้ว่าผู้นำของชุดเคลื่อนที่เร็วต้องคมกระสุน
    ได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการเป็นตายเท่ากัน.. !

             ภายในห้องประชุมกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศค่าย "นเรศวร" อำเภอหัวหิน
    จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตอนสายวันเดียวกัน
             
             นายตำรวจพลร่มชั้นสัญญาบัตรกำลังประชุมอยู่กับผู้บังคับการเพื่อเตรียมการ
    เคลื่อนย้ายกำลังไปสับเปลี่ยนหน้าที่กับหน่วยที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็น
    การปฏิบัติตามวงรอบทุก 6 เดือน

             ทุกคนต่างมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยมและกระหายที่จะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่
    อันตรายด้วยความมุ่งมั่น เพราะเท่าที่ผ่านมา "ชุดเคลื่อนที่เร็ว" ซึ่งเป็นหน่วยพลร่มจาก ตชด.
    ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมและไม่เคยสูญเสียกำลังพล

             แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ของผู้การก็ดังขึ้นขัดจังหวะการประชุม สายตาทุกคู่จ้องมอง
    ไปยังผู้บังคับบัญชาซึ่งมียศสูงสุดในที่นั้น ก่อนที่ทุกคนจะเห็นสีหน้าและแววตา
    ซึ่งเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน

     "ชุดลาดตระเวนของเราถูกซุ่มโจมตีที่ยะลา"

             ผู้บังคับการพลร่มพยายามบังคับเสียงอย่างคนที่ข่มความรู้สึกขณะที่กล่าวถ้อยคำ
    ซึ่งไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางหัวใจของทุกคนที่ได้ยิน

     "ไอ้แคนตาย.. เมื่อสองชั่วโมงที่ผ่านมานี่เอง"



                                    ผู้กองแคนใน พท.ภาคใต้
             
             นายตำรวจหนุ่มผู้พลีชีพเพื่อชาติกลางสมรภูมิแดนใต้ในเช้าวันนั้นก็คือร้อยตำรวจเอก
    "ธรณิศ ศรีสุข" รองผู้บังคับการกองร้อยรบพิเศษที่ 1 กองกำกับการสนับสนุนทางอากาศตำรวจ
    ตระเวนชายแดนผู้เป็นแบบฉบับของ "ชายชาตินักรบ" 

             ซึ่ง สมควรได้รับการยกย่องในฐานะวีรบุรุษของชาติผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์อันสูงส่ง
    ตราบจนลมหายใจของชีวิต
             
             ร้อยตำรวจเอกธรณิศฯ หรือผู้กองแคน เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2520 ที่จังหวัดขอนแก่น
    เป็นบุตรชายของรองศาสตรจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ ศรีสุข อดีตคณบดีคณะเทคโนโลยี
    มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยน้ำบาดาล ภาควิชาเทคโนโลยีธรณี 

             ส่วนมารดาคือ รองศาสตราจารย์ทันตแพทย์หญิงนิธิภาวี อดีตคณบดีคณะทันตแพทย์ศาสตร์
    มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชีวิตในวัยเด็กของร้อยตำรวจเอกธรณิศเติบโตที่จังหวัดขอนแก่นพร้อมกับ
    น้องชายเพียงคนเดียว คือนายแพทย์ธราธิป โดยบิดามารดาตั้งชื่อเล่นให้เขาว่า "แคน" 

             ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ของแผ่นดินอีสาน แคนเริ่มต้นการศึกษาที่
    โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่นจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนจะติดตามบิดาไปศึกษาต่อ
    ที่ประเทศแคนนาดาเมื่อปี 2533

             เมื่อกลับมาเมืองไทยจึงเข้ารับการศึกษาต่อที่โรงเรียนขอนแก่นวิทยาจนกระทั่งถึงชั้น
    มัธยมศึกษาปีที่ 5 จึงไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเมื่อปี 2538 โดยเลือกเหล่าตำรวจ
    ด้วยความใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็น ตชด. เพื่อรับใช้ชาติและปกป้องคุ้มครองพี่น้องประชาชน
    ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

             รองศาสตรจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ ซึ่งเดินทางมากรุงเทพเพื่อร่วมงาน "วันตำรวจ"
    และบันทึกเทปรายการ "เจาะใจ' ระหว่างวันที่ 13-14  ตุลาคมที่ผ่านมา ได้เล่าถึงเรื่องราวบางตอน
    ของบุตรชายให้ผู้เขียนฟังว่า
             
             "สมัยนั้นนักเรียนวัยรุ่นในขอนแก่นจะรู้จักแคนมาก แคนเป็นคนรักเพื่อน ชอบการต่อสู้ผจญภัย
    เคยแอบไปชกมวยชิงรางวัลตามหมู่บ้านมา 2-3 ครั้ง จนหมอแจงซึ่งเป็นคุณแม่ตกใจ"

             "ต่อมาแคนไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร โดยเลือกเหล่าตำรวจและสอบได้เป็นที่หนึ่ง
    ในส่วนของตำรวจทำให้ทุกคนในครอบครัวภูมิใจในตัวแคนมาก"

             "ระหว่างที่เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 38 แคน ซึ่งมีคะแนนสอบยอดเยี่ยมได้รับการ
    แต่งตั้งให้เป็นนายตอน 4 ทำหน้าที่นักเรียนปกครองบังคับบัญชาดูแลรุ่นน้องและเพื่อนๆ
    และเมื่อขึ้นเหล่าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 54 แคนก็ได้เป็นนักเรียนบังคับบัญชา เป็นนักกีฬา
    หลายประเภท เป็นหัวหน้าชมรมยูโด นักแม่นปืน นักมวย ฯลฯ"


             
             เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เขาเป็นที่รู้จักของรุ่นน้อง ๆ และรุ่นพี่ ๆ ในฐานะนักเรียนนายร้อยตำรวจที่เรียนเก่ง
    มีอุดมการณ์ และได้คะแนนสอบตอนเรียนจบในลำดับต้น ๆ ซึ่งมีสิทธิที่จะเลือกรับราชการที่ไหนก็ได้
    ไม่ว่าจะเป็นโรงพักในท้องที่ "เกรด A" การเป็น "นายเวร" หรือนายตำรวจติดตามผู้บังคับบัญชาระดับสูง
    หรือแม้กระทั่งการลาไปศึกษาต่อต่างประเทศ
             
             แต่สิ่งที่แคนเลือกกลับกลายเป็นการหันหลังให้สิ่งเหล่านั้นอย่างคนมีอุดมการณ์ แรงกล้า
    เขาเลือกที่จะละทิ้งชีวิตแสงสีความศิวิไลซ์หรูหราแบบ "สุขนิยม" 

             ทั้งที่สามารถกระทำได้แล้วมุ่งหน้าไปสู่การใช้ชีวิตกลางป่าของลำเนาไพรในฐานะ "ตำรวจตระเวนชายแดน"
    แม้จะรู้อยู่แล้วชีวิตของ ตชด. หมายถึงชีวิตที่ต้องนอนกลางดินกินกลางทรายแวดล้อมไปด้วยความยากลำบาก
    แต่สิ่งเหล่านั้นคือความเป็นไปที่จะทำให้ "ฝัน" ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์หนุ่มในอันที่จะเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่นเป็นความจริง

             "แคนพูดอยู่เสมอว่าถ้าเขาไม่ทำหน้าที่นี้แล้วใครจะทำ ถ้าคนหนุ่มทุกคนเอาแต่คิดถึงความสุขสบาย
    โดยไม่เสียสละตนเองแล้ว ประเทศชาติจะมีใครที่ไหนคอยปกป้อง"

             รองศาสตรจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์กล่าวถึงอุดมการณ์ความมุ่งมั่นของบุตรชายผู้จากไป

             "แคนจึงเลือกที่จะเป็น ตชด. และทำการฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อให้ตนเองเป็น ตชด. ที่เก่งกล้า
    มีขีดความสามารถครบถ้วนพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด"



             แม้จะมีชีวิตราชการค่อนข้างสั้นและต้องออกปฏิบัติราชการสนามครั้งละ 6 เดือนมาโดยตลอด
    แต่นายตำรวจ "ไฟแรง" อย่างแคนก็ใช้เวลาในช่วงสับเปลี่ยนกำลังสมัครเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษต่างๆ
    มากมาย อาทิ หลักสูตรการทำลายวัตถุระเบิดหลักสูตรการต่อต้านการก่อการร้าย หลักสูตรกระโดดร่มแบบกระตุกเอง

             นอกจากนี้ ยังเข้ารับการฝึกหลักสูตรการรบพิเศษของนาวิกโยธินหรือที่รู้จักกันในนาม "รีคอน"
    ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นการฝึกที่เข้มข้นยากลำบากไม่น้อยไปกว่าหลักสูตร "นักทำลายใต้น้ำจู่โจม" หรือมนุษย์กบ

             แคนได้เข้ารับการฝึก "มหาหิน" ของทหารนาวิกโยธินในปลายปี 2548 และเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร
    เพียงหนึ่งเดียวที่ผ่านหลักสูตรนั้นท่ามกลางสายตาชื่นชมของบรรดาครูฝึกและเพื่อนร่วมรุ่นรีคอน 36 
    ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนาวิกโยธินที่ต่างพากันนับถือในความเป็น "นายตำรวจใจเพชร" ผู้มีความเข้มแข็งอดทน
    เป็นเลิศจนสามารถฝ่าฟันการฝึกจู่โจมและลาดตระเวนรบสะเทินน้ำสะเทินบกไปได้อย่างน่ายกย่อง


                      
                            ผู้กองแคนเมื่อครั้งฝึกรบพิเศษนาวิกโยธิน

             รองศาสตรจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ เล่าต่อไปอีกว่า
             
             "แคนเป็นคนเสียสละ นึกถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัวรักลูกน้องและเพื่อนร่วมงานมาก
    เขาเคยมาขอยืมเงินพ่อก้อนหนึ่งเพื่อนำไปเป็นกองกลางไว้ใช้จ่ายในทีมของเขา แคนบอกว่าลูกน้อง
    ของเขาเงินเดือนน้อยและมีครอบครัวต้องดูแล บางครั้งการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงหรือเงินสวัสดิการต่างๆ 
    อาจจะล่าช้าตามขั้นตอนของทางราชการ แคนก็จะให้ลูกทีมใช้เงินกองกลางส่วนนี้สำรองไปก่อน

             "หรือแม้แต่รถยนต์ที่พ่อซื้อให้ แคนก็นำไปใช้ที่ภาคใต้เพื่อให้เป็นรถใช้สอยสำหรับการปฏิบัติงาน
    ของหน่วยโดยไม่ถือว่าเป็นของส่วนตัว แคนเคยมาขอเงินพ่อบอกว่าจะนำไปให้รุ่นพี่กับเพื่อนร่วมงานยืม
    ซื้อปืนพกเป็นอาวุธส่วนตัวเพิ่มเติมไว้ปฏิบัติงาน พ่อก็ให้ไป

             แคนทำทุกอย่างเพื่อคนอื่นมาโดยตลอดและมีความสุขที่จะทำเช่นนั้นเสมอมา สิ่งเดียวที่แคน
    ไม่เคยทำก็คือการบอกกล่าวให้คนอื่นรู้ว่า แคนมาจากครอบครัวที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ในทุก ๆ ด้าน"
             
             ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยแววตาที่บ่งบอกถึงความอาลัย



                                     ผู้กองแคนใน พท.ภาคใต้

             "แคนทำตัวสมรรถนะกินง่ายอยู่ง่าย ไม่มีทรัพย์สมบัติส่วนตัวมากมาย หลังจากแคนเสียชีวิต
    พ่อไปเก็บของจากที่พักของแคนปรากฏว่าแคนมีของใช้จำเป็นเพียง 2-3 กล่องเท่านั้น"

             หลังจากสำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานกระบี่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2544 ร้อยตำรวจตรีธรณิศได้เลือกที่จะรับราชการในกองกำกับการสนับสนุน
    ทางอากาศตำรวจตระเวนชายแดนในตำแหน่งผู้บังคับหมวด จากนั้นในปีรุ่งขึ้นก็เดินทางไปปฏิบัติราชการ
    ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และอยู่ที่นั่นเรื่อยมา

             เรือเอกเกรียงไกร  แสงอุทัย  อดีตหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษนาวิกโยธิน ซึ่งเคยปฏิบัติงาน
    ในพื้นที่นราธิวาสเล่าถึง "เพื่อนร่วมงานต่างเหล่า" ว่า

             "ผู้กองแคนเป็นคนที่มีอุดมการณ์แรงกล้า เราพบกันครั้งแรกเมื่อปี 45 แคนลงมาภาคใต้ทั้งที่ยัง
    ไม่มีคำสั่งเป็นทางการ แต่เขาก็เดินทางลงมาล่วงหน้า ตอนนั้นเป็นช่วงแรกที่พลร่ม ตชด. จากหัวหิน
    เริ่มเข้ามาทำงานในพื้นที่สีแดง ผมเตือนเขาว่า ยังไม่มีคำสั่งรองรับอย่าเพิ่งออกทำงาน แต่แคนบอกว่าไม่เป็นไร
    เขาอยากทำให้ภาคใต้สงบ"

             เรือเอกเกรียงไกร ซึ่งเคยเป็นครูฝึกหลักสูตร "รีคอน" เล่าต่อไปว่า

             "ทีม ตชด. ของแคนหลอมรวมกับชุดปฏิบัติการพิเศษนาวิกโยธินได้เป็นอย่างดี แคนมีความสามารถในการ
    ใช้ปืนสั้นอย่างยอดเยี่ยมและเชี่ยวชาญการรบในเมือง เพราะเคยผ่านหลักสูตรต่อต้านการก่อการร้าย

             แคนจึงช่วยฝึกทีมของนาวิกโยธินให้มีความชำนาญการใช้ปืนพกเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันแคนก็ขอให้นาวิกโยธิน
    ซึ่งเชี่ยวชาญการรบนอกแบบ ฝึกทบทวนการลาดตระเวนการเคลื่อนที่ในป่าแถบนั้น ซึ่งเรามีความชำนาญมากกว่า
    เพราะอยู่ในพื้นที่มาก่อน แคนขอให้ทหารนาวิกโยธินพาขึ้นเขาทุกลูกเพราะต้องการทำความรู้จักและจดจำลักษณะ
    ภูมิประเทศเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานครั้งต่อ ๆ ไป


             
                                  ผู้กองแคนกับทีมพลร่ม ตชด.

             ผู้กองแคนมีความผูกพันกับนาวิกโยธินอย่างแนบแน่น เคยออกปฏิบัติภารกิจร่วมกัน
    หลายครั้ง กินข้าวด้วยกัน ทั้งในที่ตั้งปกติและในป่า บางครั้งเราจัดเป็นทีมผสมระหว่าง ตชด.
    กับนาวิกโยธิน แคนจะเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหาร นย. อย่างองอาจจนได้ใจของทุกคนที่อยู่ในทีม

             เรือเอกเกรียงไกรรำลึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับวีรบุรุษ ตชด. ต่อไปว่า

             "ผู้กองแคนเป็นนายตำรวจที่กล้าหาญมาก มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จโดยไม่คำนึงถึง
    อันตรายใด ๆ ครั้งหนึ่งเขาวางแผนที่จะแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่อันตรายตามลำพังในเวลากลางคืน
    และนัดหมายให้ทีมสนับสนุนไปรอที่จุดนัดพบซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 5 กิโลเมตร"

             "แต่ผมห้ามเอาไว้ เพราะผู้กองแคนพูดภาษายาวีไม่ได้ มันจึงเสี่ยงเกินไปที่จะเข้าไปหาข่าว
    ความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามในยามวิกาลเช่นนั้น พวกเราซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการพิเศษนาวิกโยธิน
    ทุกคนรักนับถือในน้ำใจผู้กองแคนและรู้สึกเหมือนกับว่าเขาเป็นพี่น้องร่วมตายอย่างแท้จริงคนหนึ่ง"

             แม้จะเหนื่อยยากตรากตรำ แต่ผู้กองแคนยังคงมีชีวิตส่วนตัวเช่นปุถุชนทั่วไป โดยทุกครั้งที่ได้พัก
    นายตำรวจหนุ่มจะเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ขอนแก่นและกราบคารวะครูอาจารย์ ท่ามกลางความรู้สึก
    ชื่นชมระคนห่วงใยของทุกคนที่ได้รู้จักและเคยเห็น "ผู้กองแคน" มาตั้งแต่ครั้งที่เขาเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ
    ที่วิ่งเล่นอยู่ในรั้ว มอ.ดินแดง ร่วมกับเพื่อนรุ่นเดียวกันซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของคณาจารย์มหาวิทยาลัย
    ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับบิดามารดา

             "แคนมักจะถูกตั้งคำถามจากหลาย ๆ คนอยู่เสมอว่า เมื่อไหร่จะขึ้นมาจากภาคใต้ แต่คำตอบที่ทุกคน
    ได้รับเหมือนๆ กัน ก็คือ ยังไม่ถึงเวลา เพราะแคนต้องการสานต่อภารกิจให้ลุล่วงจนกว่าประชาชนในพื้นที่
    จะใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย"
             
             รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ ผู้เป็นบิดาเล่าด้วยสีหน้าและแววตาอันสงบนิ่งอย่างคนที่ปลงใจ
    ในความเป็นไปที่เกิดขึ้นตามสัจธรรมแห่งชีวิต

             "ก่อนเสียชีวิต ผู้บังคับบัญชาของแคนถามว่า ครบวงรอบ 6 เดือนครั้งหน้า แคนจะกลับมาอยู่ที่ค่ายนเรศวร
    หรือเปล่า แคนตอบว่า ขออยู่ในพื้นที่อย่างเดิม เพราะเป็นห่วงชาวบ้าน อยากทำงานต่อ"



             "หมอนัตตี้ภรรยาของแคน ซึ่งกำลังเรียนต่อด้านทันตกรรมที่ฮ่องกง เคยขอร้องแคนเรื่องการไปทำงานภาคใต้
    แคนตอบว่า นัตตี้มีความฝันในเรื่องการเรียน แคนก็มีความฝันในเรื่องของการทำให้ภาคใต้สงบสุข ถ้ามีคนขอให้ให้นัตตี้หยุดเรียน
    ล้มเลิกความฝัน นัตตี้ก็คงทำไม่ได้ เหมือน ๆ กับแคนที่ไม่อาจเลิกราการไขว่คว้าความฝันของตนเอง
    แคนฝันที่จะทำให้ภาคใต้สงบและแคนก็อยากทำให้ฝันนั้นเป็นจริงให้ได้"

             "ถึงแม้วันนี้แคนจะจากไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่าเขาคงรับรู้ว่าความฝันของเขาจะไม่มีวันตาย เพราะ พี่ๆ เพื่อนๆ
    ทั้งที่เป็นตำรวจพลร่มและทหารทุกเหล่าทัพจะช่วยกันสานต่อภารกิจเพื่อให้ฝันของแคนเป็นจริงให้ได้"

             คำกล่าวของรองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ผู้เป็นบิดาคงจะไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยไปจากความเป็นจริง
    เพราะการเสียชีวิตของร้อยตำรวจเอกธรณิศได้กลายเป็นแบบอย่างของวีรบุรุษผู้เสียสละและเป็นสิ่งที่ปลุกเร้ากระตุ้นขวัญ
    กำลังใจและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลร่ม ตชด. จากค่ายนเรศวรในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
    อย่างกล้าหาญเช่นเดียวกับที่ "ผู้กองแคน" ได้แสดงตัวอย่างไว้ให้ประจักษ์


             
                              ผู้กองแคนสอนการใช้อาวุธให้ชาวบ้าน

             กลอนบทหนึ่งที่นักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่น 54 มอบให้แก่แคน นับเป็นสิ่งที่ฉายชัด
    ถึงความเป็นตัวตนของนายตำรวจผู้เสียสละได้เป็นอย่างดี กลอนบทนั้นมีความว่า..

             กูนี้เกิดมาเพื่อชาติ  ราชบังลังก์ 
             มึงจงฟัง ความแน่วแน่ ของกูไว้ 
             แม้นกูตาย  พวกกูอยู่  สู้ต่อไป 
             อย่าได้ให้  พวกจัญไร  มายึดครอง 
             กูนี้คือ  สามพราน รุ่นห้าสี่ 
             พวกกูมี เรื่องราว  ให้เล่าขาน 
             ชื่อของแคน ยังอยู่  อีกยาวนาน 
             เป็นตำนาน  ผู้กล้า...  เลือดทาดิน

             เพื่อเป็นอนุสรณ์ และรำลึกถึงบุตรชายผู้จากไป อีกทั้งยังเป็นการให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่
    ชั้นผู้น้อย ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

             รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ ได้จัดตั้งกองทุน ร.ต.อ.ธรณิศ โดยผู้มีจิตศรัทธา
    สามารถดูรายละเอียดได้จากเวปไซด์
    www.thoranitsrisuk.org

             รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ยอมรับว่า เมื่อแรกที่ได้รับทราบข่าวร้าย ความรู้สึก
    โศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ได้ถาโถมเข้ามาท่วมท้นหัวใจ เช่นเดียวกับคนทั่วไปซึ่งอยู่ในฐานะพ่อ
    ที่ต้องสูญเสียลูกชายอย่างกะทันหัน

             แต่เมื่อได้รับรู้ถึงเกียรติยศได้สัมผัสด้วยตนเองถึงเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ที่ทุกฝ่ายมอบให้แก่
    ร้อยตำรวจเอกธรณิศในพิธีศพ หัวใจอันแตกสลายของคนเป็นพ่อก็กลับฟื้นคืนมาได้

             "มันเหมือนกับว่าผมกำลังอยู่ในความฝันมึนงงไปหมด เฝ้าแต่ถามตัวเอง นี่ผมมางานของใคร..
    ใช่พิธีศพของแคนแน่หรือ ทำไมทุกอย่างจึงยิ่งใหญ่ล้นหลามถึงเพียงนี้"

             "แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนารถ
    ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงศพร้อยตำรวจเอกธรณิศด้วยพระองค์เอง ณ วัดสว่างสุทธารา
    จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม"



             รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์กล่าว

             "ตอนที่มีการกราบบังคมทูลถวายรายงานประวัติของผู้เสียชีวิต พระองค์ได้ประทับยืนเป็นการพระราชทานเกียรติยศให้แก่
    ร้อยตำรวจเอกธรณิศเป็นครั้งสุดท้าย ทำให้ผู้ร่วมพิธีทั้งหมดลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงความคารวะไว้อาลัยแด่ผู้จากไป

             นอกจากนี้ยังทรงรับสั่งตอนที่โปรดเกล้า ฯ ให้ผมเข้าเฝ้าว่า  ที่มาก็เพราะว่าแคนสมควรได้รับเกียรติยศนี้ และยังทรงรับสั่งด้วยว่า

             "ประเทศชาติต้องการผู้เสียสละอย่างแคน ทรงขอบใจที่ผมกับหมอแจง คุณแม่ของแคนที่ที่เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีได้ถึงขนาดนี้"

              วันนี้...ไม่มีผู้กองแคนซึ่งเป็นที่รักของทุก ๆ คนอีกต่อไป ฉากชีวิตซึ่งเปี่ยมไปด้วยเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ของ
    นายตำรวจหนุ่มดำเนินมาจนถึงบทสุดท้าย พร้อม ๆ กับการก้าวล่วงหน้าไปยังอีกภพหนึ่ง อันเป็นภพที่ไม่มีใครเลี่ยงพ้น

             และสำหรับสมาชิกในครอบครัวของตระกูล "ศรีสุข" ทุกคนคงจะมีรอยยิ้มระคนน้ำตาเมื่อนึกถึงภาพของหมอแจง
    ผู้เป็นมารดา ขณะที่โอบกระชับการมาถึงของบุตรชาย พร้อมกับถ้อยคำที่กลั่นมาจากหัวใจว่า
    แคนลูกรัก...แม่ภูมิใจในตัวลูกมาก

             แม่ดีใจเหลือเกินที่เราได้พบกันอีกครั้งในดินแดนนิรันดร์แห่งนี้





             ตามที่ได้มีผู้นำบทความนี้ไปคัดลอกบทความนี้ไปเผยแพร่ยังที่ต่างๆ หลายราย
    ซึ่งอันที่จริงเป็นนิมิตรหมายที่ดีว่าคนไทยยังรักวีรบุรุษของชาติและเป็นห่วงสถานการณ์ในภาคใต้เป็นอย่างมาก
    อีกทั้งท่าน "พันทิวา" ผู้เขียนบทความได้เคยแจ้งกับผมว่า ยินดีให้เผยแพร่กันมากๆ แต่ทั้งนี้ เพื่อรักษาจรรยาบรรณที่ดีในสังคมอินเตอร์เน็ต
    ขอความกรุณาผู้ที่สนใจจะคัดลอกบทความนี้ไปเผยแพร่ รวมถึงผู้ที่ได้คัดลอกไปแล้ว โปรดแจ้งไปยังผู้เขียน
    (นอ.วิพันธุ์ ชมะโชติ
    vipan_cm@hotmail.com โทร 081-658-7831) และ/หรือแจ้งผ่านผม
    (โรจน์ จินตมาศ
    webmaster@iseehistory.com โทร 081-697-3098) ให้ทราบสักนิดด้วยครับ


    REF: http://www.iseehistory.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5333371&Ntype=12
     
     
    August 08

    29th Olympic Bijing Games at 08/08/08


    29th Olympic Bijing Games at 08/08/08

          วันนี้หยุดงาน เอิ๊กๆ ถือฤกษ์ดี 08/08/08 โดดงานซะเลย
    55+ เอ้ยๆๆ ไม่ใช่ๆ เฮ่อ ระหว่างนั่งดูพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา
    ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก (ซะขนาดนั้น) ก็เข้ามา up blog ซะหน่อย
    ไม่ได้เข้ามาซะนาน

           การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 29
    โดยมีประเทศจีนเป็นตัวแทน ประเทศแถบทวีปเอเชียทั้งหมด
    รับอาสาเป็นเจ้าภาพ และก็เลือกวันเปิดพิธีการแข่งขัน เป็นวันที่มี
    เลขมงคลมากๆ คือวันที่ 08/08/08 ตามปฏิทินสากล
    ซึ่งเลข 8 นั้น ก็ถือเป็นเลขมงคลของพี่น้องชาวจีนอีกด้วย
    (คงไม่มีวันไหน ที่มีเลขมงคลมากกว่านี้อีกแล้วละ)




           เท่าที่นั่งดูพิธีเปิดการแข่งขันอยู่ขณะนี้ รู้สึกว่า พิธีการจัดได้อย่างยิ่งใหญ่ อลังการ
    จริงๆ สมกับการที่เจ้าภาพปกปิด ปิดบัง หมกเม็ด ซ่อนเร้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า <<<< เยอะไปละๆ
    เป็นความลับ เอาซะมากๆเลย ดูแล้ว ก็เป็นการผสมผสาน เทคโนโลยี สมัยใหม่ กับวัฒนธรรม
    ที่เก่าแก่ ดีจริงๆ (อันนี้อารมณ์ส่วนตัวหลังจากดู Mummy3) < อ้างอิงประวัติศาสตร์จีนโบราณ
    ซะเต็มที่เลย อันนี้ ขอ สปอยซ์หน่อยนะ สำหรับคนที่ยังไม่ไปดู อย่าว่าเค้านะ อิอิ ~



           คงต้องอัดพิธีสำคัญแบบนี้ไว้ดูใหม่อีกรอบ ซะแล้ว ยิ่งใหญ่ สมชื่อ ผู้กำกับ "จางอี้โหมว"
    (ชื่อผู้กำกับ พิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิก ครั้งนี้ และเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังชาวจีน) จริงๆ
    นั่ง update ข้อมูลไป ก็ไม่ได้มีสมาธิ ดูกับเค้าเลยเนี้ยะ เหอๆ+



           กีฬาโอลิมปิกกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ประเทศไทยของเราก็ส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันกับเค้าด้วย
    รู้สึกว่าจะส่งไป 13 ประเภทกีฬา แต่อย่าถามเลยว่า อะไรบ้าง ไม่รู้จริงๆ :(



           ก็ถือโอกาสเป็นกำลังใจ ให้พี่ๆ นักกีฬาทุกคนในโอกาสนี้เลยละกันครับ ขอให้ได้เหรียญ
    กันทุกคนเลย เพื่อที่จะได้นำชื่อเสียง เกียรติยศ มาสู่ประเทศไทยของเราทุกคน สู้ๆ ครับ
    (ได้ข่าวว่า เหรียญทองนี่ได้ รางวัลอัดฉีด กัน 10 ล้านบาท+ เลยทีเดียว)

           ใครยังเล่นกีฬาไม่เก่งอยู่ เอ้า ซ้อมๆๆ เข้า อิอิ



           เอาละ วันนี้เป็นวันที่เป็นฤกษ์มงคล (เลข 8) ยังไงก็ขอสวดมนต์ให้ทุกคน ปลอดภัย
    ร่างกายแข็งแรง มีความสุข ปราศจาก โรคภัยมารบกวน ร่ำรวย ความรู้ เงินทอง ชื่อเสียง ฯลฯ
    ด้วยเถอะ สาธุ หลังๆ เริ่มพึ่งธรรมะ :)

    IOCIPCVancouver2010London2012Sochi 2014

    Beijing Olympic LogoBeijing Paralympic Logo