Artit's profileHi! e^a^kPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 03

    spring 2.0 ฆ่า กุ เลย ดีกว่า

    spring 2.0 ฆ่า กุ เลย ดีกว่า



          เผลอนิดเดียว นี่เวลา Clock ก็ล่วงเลยผ่านครึ่งปี มาแล้ว หมาดๆ นี่เอง ><''
    ปีนี้ ยังไม่ได้ทำอะไร เป็นชิ้น เป็นอัน เลยเรา เวลาผ่านมาก็เข้าเดือน 7
    ซะละ

          Black Sheep ครึ่งปีที่ผ่านมา ออกทัวร์เดินสาย ร่อนเร่ พเนจร Wilted rose เหอๆ
    ไม่ใช่ๆ
    ออกไปทำงาน (ตามไซด์ลูกค้า ที่ต่างๆ มากมายหลากหลายแห่ง
    เหลือเกิน
    ตอนนี้ ก็ได้ที่สิงสถิตย์ กับเค้าซักที
    ถึงจะเป็นโปรเจ็คสั้นแค่ 1-2 เดือน
    ก็เหอะ แต่ก็ยังดีกว่า ต้องระหก
    ระเหิน เดินทาง ไปๆมาๆ เหมือนแต่ก่อน


          แต่ใครจะไปเชื่อว่า บ้านอยู่รังสิต ต้องมาทำงานที่ บางนา กม.21 Broken heart
    <<< อะไรนะ ! $@#$@$%^#@#U%^ ฟังไม่ผิด ใช่ไหม เนี้ยะ
    (อีกนิดเดียว เลยไปหน่อย ก็บางปะกง แล้ว) >>> Sad งานเข้าแล้วสิ ตุ

          จะเอายังไง กับชีวิตละทีนี้ ยังดีที่บริษัทลูกค้า มี "รถโรงเรียน" Auto
    รับ/ส่ง ถึงที่นะ
    ไม่งั้น งานเข้าของแท้ แน่นอน ถึงยังงั้นก็เหอะ จากเมื่อก่อน 8 โมงเช้า
    เพิ่งจะบิดขี้เกียจรอบ 2 อยู่บนเตียง แต่มาวันนี้ เวลาเปลี่ยน อะไรๆ ก็ต้อง
    เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา มันคือ สัจจะธรรม ที่ต้องเป็นไป
    >>> อาเมนน

    ><''


          ถึงงาน จะไม่เข้าโดย ตรงแต่ มันก็เข้าทางอ้อม เหมือนกัน ปัจจุบัน
    ทุกวันในเวลา 5.00 AM ข้าพเจ้า ก็ต้องเด้งขึ้นมาจากที่นอน โดยระบบอัตโนมัติ
    ไม่มีเวลากระทั่ง จะง่วงหงาว หาวนอน ToT เพราะถ้าออกจากบ้านช้ากว่ากำหนด
    นั่นหมาย
    ความว่าไปขึ้น "รถโรงเรียน" Auto ไม่ทัน นั่นเอง
    (ขึ้นรถไม่ทัน มีหวังงานเข้า >>>ไปสาย<<< อย่างไม่ต้องสงสัย)


          แต่ในความเลวร้าย ก็ต้องมีความดี Light bulb อยู่บ้าง นั่นแหละ ไม่งั้นอะไร ต่างๆ
    ในโลก ก็ต้องไม่มีสมดุล อยู่ได้ (เพ้อเจ้อ อะไรนักหนา เนี่ยะตุ = =*)


    ไม่ใช่ อะไร จะเข้าเรื่องซักที "spring 2.0 ฆ่า กุ เลย ดีกว่า"

    ที่ตั้งหัวเรื่องไว้
    แบบนี้ ก็เพราะว่า โปรเจ็คที่ ผมได้มีโอกาส มาทำโปรเจ็คใหม่นี้
    มี Technology (ใหม่ รึปล่าว หว่า? มันมาได้ 3-4 ปี ละ ตุไปอยู่ที่ไหน Black Sheep มาเนี่ยะ)
    ที่ให้ ผมได้เรียนรู้ เพิ่มเติม ให้สมองของผม ได้ทำงาน
    (หลังจาก สมองไม่สั่งการมา หลายเดือน 55+)

    โดย Spring นั้น คืออะไร ก็พอจะได้ยินมาก่อน ว่าคือ "ฤดูใบไม้ผลิ" นั่นเอง
    << จะบ้าหรอ แก ! ไม่ใช่ๆ จะขำ ไปไหน นักหนา

    Spring มันเป็น Framework ในการพัฒนา J2EE Application (งง ไปใหญ่)
    อ่านข้อมูลเพิ่มเติม เอาเอง ตาม link ด้านล่าง จะดีกว่า


    ยังไง ก้าวผ่านมาครึ่งปี เหลืออีกไม่กี่เดือนก็จะสิ้นปีอีกแล้ว แต่ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่
    ก็คง
    ต้องสู้กัน ต่อไป สินะ


    สู้ๆๆ อาทิตย์ Dog face


    REF:

    http://www.springsource.org/
    http://en.wikipedia.org/wiki/Spring_framework/
     


    February 27

    Hamburger Crisis 2009

    Hamburger Crisis 2009


             ช่วงนี้ ใกล้เข้าหน้าร้อน แล้วสินะ ดูจากอากาศ ที่เปลี่ยนแปลง
    (อุณหภูมิ สูงขึ้นกว่าต้นปี มากๆ) จากที่ ทำงาน อยู่ในห้องแอร์ หนาวๆ
    ออก มาเจอแดดร้อนๆ อากาศอบอ้าว เล่นเอา จะจับไข้ ซะแล้วสิ - -

             และที่พ่วงมากับอากาศที่ร้อนแบบนี้ ก็เห็นจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจ
    ของปีนี้ เล่นเอา ร้อนเนื้อ ร้อนตัว กันเป็นแถว ไล่มา ตั้งแต่ เพื่อนสนิท
    ของเราหลายๆคน โดน มรสุมเศรษฐกิจ กระทบกับตัว (ไม่เว้นเรา ด้วย - -*)

             ที่เค้าบอกว่า ปีนี้ "เผาจริง" คงจะไม่ใช่ แค่การคาดคะเน ซะแล้วละสิ 55
    โดนไปเต็มๆ จาก เพื่อน ที่มีงาน มีเงิน ไว้จับจ่ายใช้สอย ไม่ขาดมือ ใช้เงิน
    แบบ .. "ตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำ" >>> มาวันนี้ ใกล้สิ้นเดือนที่ 2 ของปี

             งานไม่มี = เงินไม่มี บ่นๆ กันมา เป็นเดือน ยังหางาน เอาเงิน มายาไส้แห้งๆ
    ยังไม่ได้ นึกจะขำ ก็ขำ นึกอยากจะร้องไห้ ก็น้ำตาตกใน *^* โดน กันเป็นแถบๆ
    เดือนนี้ โปรเจ็คที่ทำอยู่ ก็มีอันจรรี ด้วยเหตุผล ข้างต้น T^T

             วันนี้ วันศุกร์ สิ้นเดือน ซะด้วย แทนที่ จะออกไป แรด เหมือนๆแต่ก่อน
    ก็จำใจ ต้องกลับมา นั่งแหง่ว อยู่บ้าน ท่องไว้ "ประหยัด รัดเข็มขัด" 555
    แม้ จะท่อง คาถา นี้ประจำ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พอแวะไป มองที่ บัญชี รายรับ-รายจ่าย
    ที่ขยันที่เข้าไว้ โอ้วว ... . แดง เต็มกระดาน ฮ่าๆ ประหยัดอะไร รายจ่าย > รายรับ
    ภาษา ของ พวกบัญชี เค้าคงจะบอกว่า ตัวเลข อย่างงี้ มีแต่ เจ๊งกับเจ๊ง O_o

             ส่วนมาก การใช้จ่าย จะหมด ไปกับ การบันเทิง เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ออน.
    ^อ้าว ไม่ใช่ๆๆ ซะส่วนใหญ่ เหอๆ+ และ อีกอย่างก็เห็นจะเป็น เรื่องค่าหมอ ค่าหยูกยา
    นั่นแหละ

             ปีนี้ อายุเข้าเลข 25 แล้ว เห็น โบราณ ว่าอาถรรพ์ บรื๋ออ +  + เริ่มแรกตั้งแต่
    ต้นปี เริ่มสร้างวีรกรรม เมาแล้วดันขับรถ ข้ามจังหวัด กลับบ้าน ดึกๆ ดื่นๆ  จนทุกวันนี้
    แม่ ก็ยังบ่น ไม่้้เลิก ไม่มีแม้ โอกาสจะจับ กุญแจ รถ *~*

             พักหลังมานี้ สุขภาพ ย่ำแย่ จริงๆ คงเป็นเพราะ ทำงาน ไม่เคย ได้ออกกำลังกาย
    เหมือนเมื่อก่อนนี้ (ไม่ฟิต) รู้สึกว่า สุขภาพ ตัวเอง ตกต่ำ ลงเรื่อยๆ เมื่อวันก่อน ไปเตะบอล
    กับเพื่อนไกด์ มา 55 ศูนย์หน้าผ้าเย็น วิ่งไป วิ่งมา 2 รอบ หัวใจแทบวาย

             หลายๆอย่างๆ ทำให้เราต้องขยัน มากขึ้น ทุ่มเท มากขึ้น (อย่างที่ไม่เคย มาก่อน*)
    เมื่อก่อน เคยได้ิยินคำว่า "สร้างเนื้อ สร้างตัว" ~ ก็ไม่เข้าใจ คืออะไร วะ "สร้างเนื้อ สร้างตัว"
    ไม่เห็นจำเป็น แต่ พอมาวันนี้ ก็พอจะเข้าใจ ได้บ้าง ถึงยังไม่เข้าใจทั้งหมด ก็เถอะ

    ปีนี้ เรื่องที่จำเป็น ต้อง โฟกัส ให้ชัดๆ ก็เห็นจะเป็น เรื่อง "Hamburger Crisis" นี่แหละ
    (ความจริง โฟกัส มาตั้งแต่ ปีก่อน แล้วด้วยซ้ำ)

    ตอนแรกเข้าใจว่า มันไม่น่ากระทบ กับเราเท่าไหร่ แต่จาก ที่ผ่านมา 2 เดือนนี้ >>>>
    โดน เต็มๆๆ ><"





    ยังไง ขอให้ ทุกๆคน ผ่านพ้น วิกฤต นี้ไปให้ได้ นะครับ โชคดี ครับ ^.^





    January 12

    ทริป ทำบุญ ไหว้พระ 9 วัด

    ทริป ทำบุญ ไหว้พระ 9 วัด


             เมื่อวานนี้ เราก็ถือฤกษ์ดี ในวันปีใหม่ มีโอกาสได้
    ออกไปทัวร์ทริปทำบุญ ไหว้พระ 9 วัด ... กัน ^~^ กับพี่ๆ
    ที่อ็อฟฟิส ทั้งคณะที่ลงทะเบียนก็มีกัน ดังนี้

    1.พี่ซูม (อันนี้ซูมสาวๆ รึปล่าว?) หรือพี่เอกกี้ หรือพี่เกรียน2 W
    ^~ฉายาเยอะจัง (อันนี้เป็นตัวตั้ง ตัวตี ชวนๆกันมาไหว้พระ*)

    2.พี่อ๊อฟแอ๊ฟ (เป็นพี่ คนที่จัดแคมเปญงานนี้ ขึ้นมา 55)
    3.พี่ออย (พี่สาว คนข้างบน เค้าา + +)
    4.พี่หนุ่ย (พี่ที่ชอบอนุรักษ์โลก โดยการขี่จักรยาน ไปทั่วทั้ง กทม.)
    ^ถามได้จาก คนกวาดขยะ หลายๆเขต รู้จักแก ดี เอ้ยย ล้อเล่นน พี่ ๆ -*-
    อ้อๆ ได้ข่าว นครยายกพี่แก ก็เคยปั่น ไปมาเมื่อไม่นานมานี้ 60 กม. ฟิตเกิ๊นน ~

    5.พี่ทีด้า (ไม่ใช่ โฆษณารถยนต์ หม่อมปลื้มนะ 55 พี่ๆ เค้าเรียกกัน งี้ อะ)
    6.พี่ก้อย (อันนี้ ไม่มี อะไร จะแซว นอกจาก โสล่ง ที่วัดพระแก้ว Mix & Match พี่ๆ ~^)
    7.แล้ว ก็สุดท้าย ตัวผม นั่นเอง

    ปล.มีสมาชิก อีกหลายท่าน ที่ติดธุระมาไม่ได้ เช่น พี่เกรียน
    (อันนี้ โทรไป ปิดโทรศัพท์เฉย เกรียนมากๆ ^^*)
    แต่ก็ขออนุโมธนา บุญ ด้วยแล้วกัน ครับ ~


             เช้าวันอาทิตย์ ที่อากาศเย็นๆ ท้องฟ้าแจ่มใส ผม ก็สะดุ้ง ตื่น
    ลุกขี้นมาจากที่นอน หมอนมุ้ง ตอน หกโมงเช้าพอดี ZzzZZzzZZZZZZzZZz
    เห้ยย มีนัดกันที่วัดพระแก้ว ตอน เก้าโมงเช้านี่นา จะไปทันมั้ย เนี้ยะ ห้าๆๆ
    ว่าแล้ว ก็ติดสปริงเด้งขึ้นมา จากเตียง ... โอ้ย หนาวๆ หลังๆ 2-3 วันมานี้
    ทำไม อยู่ดีๆ อากาศหนาวๆ ขึ้นมานะ อยากนอนต่อ T^T <<<  อันนี้คิดในใจ

              นั่งทำใจ ซักพัก -*- ก่อนไป อาบน้ำ 55+ อาบน้ำ แปรงฟัน ฮัมเพลงไป อะไร ไป
    เอ้ยย เจ็ดโมงแล้วว !$^&@!~^# สายแล้วๆๆ จะไปทันมั้ยๆ T^T หลังจากแต่งองค์
    ทรงเครื่องอะไร เสร็จแล้ว ก็ไปหยิบเจ้า D80 คู่ใจ << มานึกได้ ตอนหลัง
    อ้าว ลืมชาร์ทแบตฯ ไปนี่หน่า ทริปนี้เลยถ่ายภาพ ไปตาม ยถากรรม ตามที่แบตฯ จะเอื้ออำนวย เหอๆ+

             ตัดมาฉากหลังจาก ที่ออกมานอกบ้านแล้ว ต่อรถไป ต่อรถมา นั่งรถ ลงเรือ
    ขี่ม้า ขี่ลา ??? <<< เอ้ยๆ ไม่ใช่ๆ อะไร จะหลังเขาขนาดนั้น บ้านคนนะ ไม่ใช่ทุ่งนา* เฮ้ออ
    แล้วก็มาถึงที่สนามหลวง ณ เวลา แปดโมง(เช้า) ตรง ... เค้านัดกัน เก้าโมงเช้านี่หว่า
    เจือกมาทำไรก่อน ตั้งชั่วโมงนึงเนี้ยะ .. ฮาา ลงรถมาก็เดินต๊อกต๋อย อยู่พักนึงและแล้ว
    เสียงโทรศัพท์ ก็ดังขึ้น

    กริ๊งๆ ... กริ๊งๆ (เหมือนเสียงโทรศัพท์บ้านๆ ยังไง ไม่รู้ -*-)

    ผม: "ฮัลโหล ครับ พี่อ๊อฟ (พี่ที่ทำงาน ที่น่ารัก ที่ซู้ดดด ~)"
    พี่อ๊อฟ: "ฮัลโหล นาย นี่นาย ถึงไหน แล้วน่ะ ? (งัวเงียๆ ขมุกขมัว)"
    ผม: "อ๋อ ผมอยู่สนามหลวง แล้วครับ พี่ล่ะครับ ?"
    พี่อ๊อฟ: "โห นาย มาถึง ไวมาก เดี๋ยวพี่โทรตาม เพื่อนๆ ก่อน.. . ZzzZzzZ"
    พี่อ๊อฟ: "นาย กินอะไร รึยัง หาอะไร กิน ก่อนก็ได้ น้าาา ~*"

    .
    .
    .

    ผม: "อ๋อ ผมยังไม่ได้กิน ครับ ยังไง เดี๋ยวผมไปหา อะไรกินก่อน ละกันครับ"
    ผม: "ถ้าพี่ๆ มาถึงเมื่อไหร่ โทรมานะครับ + + เดี๋ยวผม ไปรอ ข้างในวัดละกันฮะ"
    พี่อ๊อฟ: "ได้จ้าๆๆ ^ ^"

    บทสนทนาจบที่ตรงนั้น


             หลังจากวางสายโทรศัพท์ ผมก็เดินไปหาอะไร รองท้อง ก็ได้
    ร้านบะหมี่ ตรงข้าม ประตูทางเข้าวัดพระแก้วฯ เป็นที่ "ยึดเหนี่ยว" ท้องที่กำลัง
    ร้องดัง "จ้อกๆ (แปลว่า หิวแล้วๆ) อยู่" 55

             กินบะหมี่ ชามน้อย อยู่แค่ไม่กี่วินาที ขณะที่ท้องน้อยๆ ยังร้องจ้อกๆ(แปลว่า หิวแล้วๆ) อยู่เลย
    (เพราะ เจ๊แกใส่มาน้อยจริงๆ ถ้าไม่บอกว่า บะหมี่ จะนึกถึง ก๋วยเตี๋ยวเรือ อนุสาวรีย์ ชามละ 7 บ. = =)
    หมดชาม ก็จ่ายเงิน (ค่าเสียหาย 32 บาทไทย = บะหมี่ 30 บ. น้ำเปล่า 2 บ.)
    แล้วก็เดินข้ามถนน มาลิ่วๆ มาหน้าประตูทางเข้าวัดพระแก้วฯ ยืนแหงนหน้า มองประตู สลับกับหน้าพี่ทหาร
    ที่แกเฝ้ายามอยู่ อย่างแข็งขัน - Yes Sir !!! <- อันนี้ เติมเอง คริคริ ^^"

             ซักพัก ผมก็ตัดสินใจ ปะ ไหนๆ พี่ๆก็ยังไม่มากัน เราลุยเข้าไปก่อนเลย ละกัน
    (ตามๆ คนอื่นเค้าไป ไอ้เรา ก็เคยมากับเค้าซะที่ไหนละ เดี๋ยวหลงๆ 55+)

    .
    .
    แว่ป ถ่ายรูป มุมนั้น มุมนี้
    แว่ปๆ ดูลาย ภาพเขียนที่ผนัง + +
    .
    แว่ปๆ แอบไป ฟังไกด์ ทัวร์ เค้าบรรยาย ประวัติของวัด ให้ฝรั่งฟัง รู้เรื่องมั่ง ไม่รุ้เรื่องมั่ง (แต่ที่รู้ๆ มันดี ตรง "ฟรี" นี่เอง ~*)
    .
    รอ ร๊อ รอ .. สัปหงก มั้ง อะไร มั้ง ... ZzZZzZzZZz  <<< อันนี้ ไม่มี๊ ไม่ มี /\
    .
    .


             ข้ามไปตอนเวลา 10.30 น. (หลังจากที่ผม มาถึงสนามหลวง 2 ชม.)
    สมาชิกทุกๆ คน ก็มากันพร้อมหน้า พร้อมตา พร้อม ตะลุย ทริปไหว้พระ 9 วัด
    สมอย่างตั้งใจ ทุกท่าน ^~^

    .
    เดินเข้าวัดนู้น ออกวัดนี้
    .
    .
    หลงทางกัน มั้ง
    .
    แวะหา อะไร กินข้างทาง มั้ง
    .
    .
    เดินๆ ลงเรือ
    ขึ้นตุ๊กๆ มั่้ง ชิว ชิว ~
    .
    (จิ๊บๆๆ . . เสียงนกบินกลับรัง แบบนี้ อะป่าวหว่า + + ช่วงตะวัันลับตา ใกล้พลบค่ำ /)
    .


    ท้ายที่สุด ทริปนี้ จบลงเกือบเวลา 18.00 น.
    ผมและคณะเดินทาง ก็ไปไหว้พระ ทำบุญ กลับมา ได้แค่ 7 วัดเอง
    เนื่องจาก

    "เมื่อใดเห็นตามที่เป็นจริง ด้วยปัญญาว่าสังขารเป็นของไม่เที่ยง"
    (สัมเพ สังขารา อนิจจา ติยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ)

    ^ได้เรียนรู้ พุทธสุภาษิต บทนี้ มาอย่างลึกซึ้ง ทีเดียว T^T

    อัน ได้แก่

    1.วัดวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
    2.ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
    3.วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)
    4.วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร
    5.วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร
    6.ศาลเจ้าพ่อเสือ
    7.วัดสุทัศเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร

    แหะๆๆ บอกซะละเอียด เลยนะ ^~^

    อย่างที่บอกไปว่า ได้เท่านี้ อ่า สังขาร ไม่ไหว จริงๆ อุอุ *~*
    (ขอบอกว่า เมื่อยมากๆๆ T T โดยเฉพาะ Highlight ที่ขึ้นพระปรางค์ วัดอรุณฯ*
    ชาตินี้จะไม่มีวันลืม เลย O-O ชันมากๆๆ และขาลง มองลงมา สูงมากๆๆ เสียว ล่วงลงมา = =)




    แต่ว่า ยังไงก็ได้อธิฐาน ขอพร เผื่อทุกๆคน ที่ผมได้รู้จัก ด้วยน้า ~ สาธุ












    January 09

    first time with my D80 (revise)

    first time with my D80 (revise)

    ย้อนไปสมัย ตั้งแต่ เป็นเด็ก เป็นเล็ก สมัยยังเรียน ป.1 - ป.2
    (เวลามันผ่านมาได้ยังไง ตั้งเกือบ 20 ปีเนี้ยะ) <<< นึกย้อนไป นานทีเดียว

    เท่าที่ผมจำความได้ วิชาที่ผมชื่นชอบ ก็ไม่ัพ้น วิชาที่ได้ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงๆ

    ไอ้ครั้นที่จะเรียนวิชา พวก ท่องๆจำๆ คำนวณ หัวมันก็ไม่ค่อยจะทันใครเค้า ซักเท่าไหร่

    สมัยประถม ก็ยังพอจะมีประกาศณียบัตรเรียนดี เรียนเก่ง ส่งมาให้ป๊าและแม่ ที่บ้านชื่นชม เป็นพักๆ

    ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเรียนไป เล่นไป ยังๆไงๆ ก็ได้เกรด 4 เกือบทุกตัว เพื่อนๆมีใครเป็นเหมือนผมมั้ย ?

    แต่พอผ่านมาสมัยมัธยมนี่สิ ทำไม ยิ่งเรียนเกรด ยิ่งตกๆ 55+ (แต่มันก็เป็นอดีตที่ผ่านมานานแล้ว)
    สงสัย ความเป็นวัยรุ่น มันชวนผม ให้เดินหลงทิศ หลงทาง ไปในที่ อโคจร (เป็นบางครั้ง)
    ร้านที่ว่า ก็ไม่พ้นร้านเกมส์ ร้านอินเตอร์เน็ท (เกมส์ออนไลน์) เหมือนๆ กับ วัยรุ่นทั่วๆไป ในสมัยนั้น

    หวังว่า น้องๆ สมัยนี้ คงใช้ สื่อ ให้มันเกิดประโยชน์ ในทิศทางที่สร้างสรรค์ มากกว่า ผม (ในอดีต นะ ^^)



    .
    .
    .

    เกริ่นมา ตั้งนาน ไม่ได้ จะเขียน บล็อก หรอก ครับ
    เผอิญ เมื่อผมโต ขึ้นมา เรียนมหาวิทยาลัย ติดนิสัย ชอบเขียน ชอบเล่า ชอบอ่าน นะครับ





    ย้อนไป สมัยประถม มัธยม สิ่งที่ผม สังเกต ได้ ว่าผมสนใจ ใคร่รู้ กว่าอย่างอื่น ก็คือ อย่างที่ว่า ครับ
    วิชาที่ได้ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงๆ


    เช่น วิชาเกษตร (เลี้ยงหมู เลี้ยงหมา) ,พละศึกษา ,ศิลปะ และ สุขศึกษา (ในบางคาบ ฮ่า ฮ่า) << ล้อเล่น น่ะครับ






    ทุกครั้งที่เข้าเรียน วิชาศิลปะ มันก็ทำให้ ผมมีสมาธิ จิตใจ จดจ่อ และมีความสุข อย่างไม่รู้สึกตัว
    (ที่แท้ เป็นเพราะรุ่นน้อง ที่ตอนนั้น ผมจีบอยู่ เผอิญเรียน อยู่ชั้นบน ห้องศิลปะ ที่ผมเรียนนั้นเอง อันนี้นอกเรื่อง นิดนึง 55+)





    และก็มีอยู่วันหนึ่่่่ง ที่ดวงชะตา หรือ พรหมลิขิต จะเรียกอะไร ไม่ทราบได้
    ผมมีโอกาสได้ไป เที่ยวบ้าน เพื่อน ที่ต่างจังหวัด ได้เสพ บรรยากาศ ธรรมชาติ สมัยวัยรุ่น
    (ช่างมีความสุขจริงๆ <<~ อันนี้คิดในใจ)





    และวันนั้นเอง ผมก็ได้ไปเจอ "กล้องถ่ายรูป" รุ่นเก่า วางฝุ่นจับ อยู่หนึ่งตัว ขอไม่บอกยี่ห้อละกัน นะครับ
    เอาเป็นว่า ชื่อ ขึ้นตั้น ด้วย "น.หนู" ละกัน เหอๆ+
    กล้องตัวนี้มันวาง เซื่องซึม อยู่ในห้องนอนร้างๆ ของเพื่อนผม
    ผมเลย หยอกล้อ กับ เพื่อน แบบ ที่เล่น ที่จริงว่า

    "ผม: พังรึปล่าว เนี้ยะ ?? ถ้าไม่ กูขอซื้อต่อได้ ป่าว ?"
    "มัน: กล้องอันนี้ มันของพ่อกู เค้าเก็บสะสมไว้ ไม่ขาย วะ"

    แต่วันนั้น เมื่อกว่า 10 ปีก่อน อย่างที่มันว่า มันไม่ยอมขายให้ผม
    ผมก็เลย ได้แต่คิดๆ ว่า "ซักวันผมจะมีกล้องเป็นของตัวเอง ให้ได้ซักตัว"





    นับจากวันนั้น วันที่ผม ได้สะสม ความอิ่มเอม ความฝัน ความสุขใจ ตามประสา วัยรุ่น วัยคะนอง
    ที่ไม่ได้แม้แต่ จะคิดว่า อนาคต จะเกิด อะไรขึ้นบ้าง มาถึงวันนี้ ก็เป็นเวลาเกือบๆ 10 ปี
    เพียงแค่จะบอกให้โลกรู้ว่า "ข้าได้มีกล้องเป็นของตัวเองเรียบร้อย แล้วว้อย"





    แต่ก็อีกนั่นละ "ชีวิต" มันต้องสู้ต่อไป ไม่มีอะไร ได้มาง่ายๆ ถ้าไม่พยายาม
    ปกติมีเวลาว่างๆ ผมก็จะเข้ามาเล่นอินเตอร์เน็ท เล่นนู่น เล่นนี่ ไปเรื่อยเปื่อย
    และเมื่อซักไม่ถึงปีที่ผ่านมา ผมก็ได้ค้นหาข้อมูลเรื่อง "การถ่ายภาพ ,อุปกรณ์ ,เทคนิค ต่างๆ"

    ก็ได้มาเจอบ้าน pixpros เข้าโดยบังเอิญครับ
    นับจากวันนั้น ก็ได้ข้อมูลข่าวสาร สาระ ต่างๆ มากมาย





    ผมถือโอกาสใช้กระทู้นี้เป็นกระทู้แนะนำตัวเอง และขอบคุณ พี่ๆ ทีมงาน ที่มีจิตใจ วิญญาณ รัก ในการถ่ายภาพ
    ที่ได้สร้างสังคม ที่ดี ที่มีสาระ ความรู้ ที่พร้อมจะแบ่งปัน ให้กับ คนทุกสถานะ ซึ่งเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
    และอนาคตของสังคมเรา อย่างมากครับ

    ขอให้เป็นสังคมที่มีสิ่งดีๆ แบบนี้ ตลอดไป

    ปล.รูปภาพ ไม่ค่อยจะเกี่ยวกัน เท่าไหร่ แต่มันเป็นผลงานชิ้นแรก กับอุปกรณ์
    ที่ผมกำลังทำความรู้จัก เหมือนกับเพื่อนๆ ในที่นี้ หลายๆ ท่าน

    ยังไง ก็แนะนำ ติชม กันได้เลย นะครับ






    .
    .
    .
    .

    .
    .
    .
    .

    .
    .
    .
    .


    ขอบคุณ และ สวัสดี ครับ

    ฝากเนื้อฝากตัวด้วย นะฮะ





    .
    .
    .
    .

    รูปแถม นะครับ

    เด็กๆ แถวบ้าน ผม เค้า กำลัง จะสื่อ และอยากให้ ผู้ใหญ่ ทุกท่าน
    มีอารมณ์ ความรู้สึก ดังรูป ครับ







    Special Thank for : http://www.pixpros.net/

    REF:
    http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=22885


    December 30

    Happy New Year 2009

    Happy New Year 2009

           บ่ายเหงาๆ วันนี้ ก็ใกล้ถึงวันสิ้นปีเต็มที แล้วสินะ
    ปีเก่าไป ปีใหม่ กำลังจะมาถึง ช่วงนี้ผู้คน ก็เริ่มทยอยๆ
    เดินทางออกจากกรุงเทพฯ กลับบ้าน ตามต่างจังหวัดกันหมดแล้ว
    เห็นได้จากตามท้องถนน ก็รู้สึกโล่งๆ ผิดปกติมาตั้งแต่ เมื่อวานแล้ว
    บ้างก็หยุดยาว 9 วัน บ้างก็ได้หยุดแค่ 5 วัน (ตามนโยบายรัฐบาล -*-)

           ถึงจะได้หยุดกันคนละกี่วัน มันก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะใช้
    เวลาพักผ่อน กันได้มากน้อยแค่ไหน แต่ยังไงก็ตาม เหตุการณ์ สถานการณ์ช่วงนี้
    ก็ยังทำให้หลายๆคน ยังไม่มีความสุขซักกะที T^T <<< สงสารประเทศไทย จัง*
    มีอะไรต่อมิอะไร ตั้งหลายเรื่องทั้ง เศรษฐกิจ การเมือง เฮ้ออ มึน ตึ๊บ!
    แต่เทศกาลปีใหม่ทั้งที ก็ใช้เวลา หยุดคิด ซักแปบ หันไปฉลอง
    เทศกาลอย่างเดียว ดีกว่า เดี๋ยวจะงานล่ม ตั้งแต่ ยังไม่ได้เริ่ม 55+

           ปีเก่าที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ มีอะไรเปลี่ยนไปมากมาย ทั้ง "หน้าที่การงาน
    ความคิด การกระทำ มุมมอง" ต่างๆ เปลี่ยนไป มีอะไรๆ สั่งสอน ให้เราได้
    "เก็บเกี่ยว เรียนรู้ จดจำ" มากมายเหลือเกิน ทั้ง "ความสุข ความเจ็บปวด
    เสียงหัวเราะ ^~^ เสียงร้องไห้ T^T" คละเคล้ากันไป
    หรือนี่แหละ ที่เค้าเรียกว่า "สีสันของชีวิต" . . .

            หนึ่งปีผ่านไป นั่นหมายความว่า เราก็ กำลังจะโตขึ้น อีกหนึ่งปี ไปด้วย
    เผลอ แป๊บเดียว มาถึง 25 ตั้งแต่ เมื่อไหร่ เนี้ยะ - -* ถ้าย้อนนึกกลับไปใน
    อดีต ก็ได้แต่ มองเห็น เหตุการณ์ การกระทำ อะไรต่อมิอะไร หลายๆอย่าง ที่ทั้ง
    ผิดพลาด ไร้สาระ ไร้เหตุผล ซะเยอะเลย อาจจะใช้คำว่า "มันคือบทเรียน"
    ก็คงไม่ผิด ซักเท่าไหร่ มั้ง + +

    .
    .
    .
    .

    *เขียนมาซะยืดยาว ที่แท้ ก็ไร้สาระ เหมือนเดิม 55+


            

            ไหนๆ ก็ใกล้เทศกาล ที่ทุกคนๆ ต่างก็มีความสุขกันถ้วนหน้า
    ไอเราจะพลอยเศร้า มันก็จะดู ขัดๆ ยังไงๆ อยู่ ยังไง ก็ต้องพยายามแกล้ง
    เนียน เฮฮา ปาร์ตี้ ไปตาม ยถากรรม ตามนั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า ~

            อ่านมาถึงตรงนี้ ก็อยากจะใช้โอกาส อวยพร ให้ ญาติมิตร ทุกคนในครอบครัว
    รวมทั้งเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคน ที่เราได้รู้จักกัน ว่า ขอให้ เดินทาง ปลอดภัย และมีความสุขกับปีใหม่
    ที่กำลังใกล้เข้ามา อีกไม่กี่วันนี้ หวังว่า ทุกๆคน จะพบกับความสุข/เจอแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต
    สุขภาพ แข็งแรง ร่ำรวย เงินทอง โชคลาภ โดยถ้วนหน้า ทุกๆคนเลย ละกัน ^-^
     


    แฮปปี้นิวเยียร์ ครับบ! ^~^

    Love is all around

    Love is all around

    ในบางเวลาที่ใจต้องการใครซักคน
    คนเดียวที่เข้ามาทำให้ใจที่เคยได้สับสน
    กระวนกระวายไม่เป็นอันทำอะไรและทุกข์ทน
    กลายมาเป็นสุขล้น กลายมาเป็นอีกคนได้ทันที

    เพราะว่าคนเราในบางเวลาก็คงต้องเจอกับปัญหา
    บางคนที่หาทางออกไม่ได้ก็เลยต้องกลายเป็นคนบ้า
    แต่มีสิ่งหนึ่งที่พอจะทำให้ใจได้เยียวยา
    คำว่ารักษา ติดปีกให้ใจล่องลอยไปในนภา

    * นี่คือรักยิ่งใหญ่ของใคร ใครซักคนหนึ่ง
    ที่พอให้ใจได้ซึ้งตราตรึงไม่จางหายไป
    ถ้ามันคือความรักมีอยู่รอบตัวเต็มทุกหัวใจ
    โลกนี้ก็คงสดใสด้วยใจแห่งรักของเรา

    แต่มีบางคนที่บางเวลาที่เขาไม่มีใคร
    มีความต้องการแต่ก็ไม่รู้จะเดินไปทางไหน
    คงทำได้เพียงแค่เตือนตัวเองว่าเขาต้องทนได้
    คงเจอจุดหมายและใจก็คงจะเจอกับรักจริง

    ไม่ว่าจะคุณหรือว่าจะใครก็คงต้องการจะมีรัก
    ที่อยากจะเจอก็ลองอดใจและคงมองเห็นไม่ยากนัก
    ไม่นานก็คงประจักษ์ สิ่งที่เรียกว่าความรัก
    เลิกซักเลิกถาม ไปตามหามันด้วยใจตัวเองซักครั้ง

    *

    จริงๆในใจเป็นใครก็รู้และคงเข้าใจดี
    อะไรที่ทำให้เรายังคงอยู่บนโลกใบนี้
    อะไรที่ทำให้เราได้มีเวลาที่แสนดี
    เพียงแค่คำๆนี้พูดอีกทีให้ดังให้ซึ้งใจ

    ขอสดุดีแด่คนที่ทำให้โลกนี้มีความรัก
    ขออย่าได้ถือจับมืออีกทีก็นี่แหละความรัก
    และขอให้รักที่อยู่บนโลกมีมากกว่าดวงดาว
    Love is all around, you heard? Love is all around

    *

    และนี่ก็คือรักยิ่งใหญ่ของใคร ใครซักคนหนึ่ง
    ที่พอให้ใจได้ซึ้งตราตรึงไม่จางหายไป
    ถ้ามันคือความรักมีอยู่รอบตัวเต็มทุกหัวใจ
    โลกนี้ก็คงสดใสด้วยใจแห่งรักของเรา




    ศิลปิน : Mild
    อัลบั้ม : Mild
    เพลง : Love is all around
    November 17

    Terima Kasih - Thank You Malaysia - 20081114

    Terima Kasih - Thank You Malaysia - 20081114

            ช่วงวันหยุด สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมก็ได้มีโอกาส
    ได้ไปพักผ่อนที่ต่างประเทศ (ประเทศมาเลเซีย) <<<
    พูดซะดูไฮโซ เชียว ก็ประเทศเพื่อนบ้านเราเอง นั่นละ 55+

            Last weekend i have a chance to rest in foreign country
    (Malaysia). By the way there are neighbor of Thailand (555+).

            เริ่มเดินทางออกจากกรุงเทพฯ เที่ยวบิน Air Asia FD3571
    กรุงเทพฯ - กัวลาลัมเปอร์ฯ เวลา 07.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น
    ในประเทศไทย ทริปนี้ก็ต้องขอบคุณ "พี่ตุ่น" มา ณ ที่นี้ด้วย
    ที่ได้ให้กระผมได้ติดสอยห้อยตามไปด้วย (อย่างฉิวเฉียด) แบบว่า
    ทำ passport เสร็จ แบบ ยังสดๆร้อนๆ อยู่เลย เฮ่ออ.... 

            
    Start this trip at FRI 7.10 AM by Air Asia Airlines (FD3571)
    from Bangkok to Kuala Lumpur in local time, this trip need to say
    Thank you to P'Tun for your kindness that take me go together krab.
    Nearly take my passport just few days before check in Hummm @#%&^~!.

            และก็ต้องขอบคุณไกด์ดีๆ อย่าง "พี่โต MR.KELWIN และพี่ตี๋"
    อีกด้วย ที่ได้ให้ข้อมูล ความรู้ แบบมีสาระ บ้าง ไม่มีสาระ บ้าง เหอๆ+
    รวมไปถึงที่พัก ที่แสนจะเย็นสบาย แม้ไม่มีแอร์ก็ตาม และสุดท้ายก็
    อาหารที่รองท้องผมทุกคน ในทุกๆมื้อ แม้จะมีคอมเม้นท์ เยอะแยะเลย
    แต่ผมคิดว่าถ้าไม่มี อาหารเหล่านั้น พวกเราก็คงจะแย่เหมือนกัน

           
    And also many Thank you to cool guide "P'To , MR.KELWIN and P'Tee"
    also that you give me more a good Malaysia information any joke that make me
    laugh alway this trip , good hotel and fresh air and last thing is any meal that
    we eat although you're got any comment from our ,
    but i think if we have no any your good meal we will very hungry also.

            เริ่มเกริ่นนำโดยขอบคุณ ท่านผู้มีอุปการะคุณ ทุกท่าน เรียบร้อย
    แล้ว ก็มาเข้าเนื้อหาสาระกัน ซะที ทริปนี้เป็นสวัสดิการที่บริษัทมีให้กับ
    พนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมดีจริงๆ เลยครับ ไอ้เราก็ไม่เคยไปหรอก
    มาเลซง มาเลเซีย เนี้ยะ ไปภาคใต้สุดๆ ก็พัทยา แค่นี้เอง อุยย <<<
    อายจัง เหอๆ บ้านนอกมากๆ*

           
    Just start this journey from "Say Thank you" too much ,
    now i need to explain about this trip is company benefit for any employee haha..
    that's mean "everybody can fry" (like some airlines advertise) , I never been to
    Malaysia before southern for me just Pattaya (Thailand) <--- so shy.

            ก็เหมือนกับทุกๆคน ที่คิดว่าความรู้สึกแรกเมื่อได้ยินคำว่า
    "ประเทศมาเลเซีย" ก็คือ "คนแขก อาบัง" อะไรประมาณเนี้ยะ เหอๆ
    แต่เมื่อผมเดินทางออกจากกรุงเทพฯ (ประเทศไทย) มาถึง กัวลาลัมเปอร์
    (ประเทศมาเลเซีย) ที่สนามบิน

    Kuala Lumpur International Airport Low Cost Carrier Terminal (KLIA LCCT)

            Like any people when you hear the word "Malaysia" you will think about
    (Islamic people,Indian) somethink like this but when i come from Bangkok (Thailand)
    arrival at Kuala Lumpur (Malaysia) in
    Kuala Lumpur International Airport Low Cost Carrier Terminal (KLIA LCCT)

    The KLIA control tower and part of the airport

    A waiting lounge in KLIA's Low Cost Carrier Terminal (LCCT)

             เวลาประมาณ 10.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ประเทศมาเลเซีย เวลาเร็วกว่า ประเทศไทย 1 ชั่วโมง)
    พอได้เดินทางออกจากสนามบิน เพื่อไปยัง Twin Towers (หรือตึกแฝด) ที่ทำการ
    ของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของประเทศมาเลเซีย เค้า ก็คือ บริษัท Petronas นั่นเอง

           จากระยะทางที่นั่งรถจากสนามบิน มาถึง KL ก็ประมาณ 30-40 กิโลเมตร
    ก็จะได้เห็นเส้นทางมอเตอร์เวย์ ที่สะดวกสบาย ตึกคอนโด สูงๆ เยอะแยะ
    รวมถึงข้อมูลต่างๆ ที่ทั้ง "พี่โต และ คุณ KELWIN" ได้ให้ ความรู้มากมาย
    ก็ทำให้ความคิด เกี่ยวกับ ประเทศ และ คนมาเลเซีย ของผม เปลี่ยนไปทันที

           
    At 10.20 AM in Malaysia local time (more 1 Hr than Thailand)
    just come out from airport i can see a long highway it's so convenient ,
    a lot of High Condominium , more Malaysia information  from "P'To and MR.KELWIN"
    it's make my mind that think about Malaysia is changed.
     

     - ค่าเงินของประเทศมาเลเซีย ใช้สกุลเงิน RM (Ringgit Malaysia) นะจ๊ะ
       ถ้าคิด เป็นเงินบาทไทย ก็ตีซะ 1 RM = 10 THB

     - ภาษาที่คนในประเทศนิยมพูดกัน ก็มี ภาษา Bahasa Melayu (بهاس ملايو)
       ซึ่งก็ยังใช้เป็นภาษาราชการ และก็ยังใช้ภาษาอังกฤษ จีนแมนดาริน (จีนกลาง) อีกด้วย

     - ประเทศมาเลเซีย มีการประกาศเอกราช ภายใต้การปกครองของ ประเทศอังกฤษ 
       เมื่อวันที่ 31 August 1957

     - Malaysia use RM (Ringgit Malaysia) currency it's arround 1 RM per 10 THB

     - Popular Language is Bahasa Melayu (بهاس ملايو) it's also Malaysia Official Language
       and also use English , Chinese Madarin

     - Malaysia gained independence on 31 August 1957



    ทริปนี้ ก็มีสถานที่ สำคัญๆ ที่มีโอกาสได้ไปทัศนา ก็มีดังนี้
    This Popular tourist place from this Trip is below:

    1.Petronas Twin Towers & Kuala Lumpur Tower

    Petronas Twin Towers

    Sky Bridge

    Kuala Lumpur Tower

    2.Batu Caves ย่าน ถ้ำศาลเจ้าอินเดีย

    (จำชื่อไม่ได้ T^T น่าจะประมาณ Murugan ประมาณนี้ ตามประวัติ พระองค์ เป็นน้องของพระภิฆเนตร*)
    (I can't remember this statue name , It should be called is "Murugan Statue")
     
    Murugan statue

    Interior of Batu Caves

    3.Genting Highlands Resort , ThemePark & Casino

    First World Hotel

    Outdoor Theme Park

    4.Royal Palace (Istana Negara) - (พระราชวัง กษัตริย์ ของมาเลเซีย)

    Royal Palace (Istana Negara)

    Royal Palace (Istana Negara)

    5.OTOP/DUTY FREE SHOP
    6.Putrajaya (เมืองศูนย์กลาง สถานที่ราชการ รัฐสภา มัสยิสสีชมพู)


    The Prime Minister's office at Perdana Putra

    Putra Mosque

    The Ministry of Finance building

    Seri Wawasan Bridge


    REF: 
    http://en.wikipedia.org/wiki/Malaysia
           http://en.wikipedia.org/wiki/Kuala_Lumpur_International_Airport
           http://en.wikipedia.org/wiki/Petronas_Twin_Towers
           http://www.genting.com.my/
           http://en.wikipedia.org/wiki/Genting_Highlands
           http://en.wikipedia.org/wiki/Batu_Caves
           http://en.wikipedia.org/wiki/Istana_Negara,_Kuala_Lumpur
           http://en.wikipedia.org/wiki/Putrajaya

    September 19

    เลี้ยงฉลองตกงาน (อีกแล้ว)

    เลี้ยงฉลองตกงาน (อีกแล้ว)


         หัวค่ำ ของวันเสาร์ที่ 13 กันยา ในวันที่บรรยากาศ
    อึมครึม ฝนตกปรอยๆ ในหมู่บ้านอันห่างไกล และเงียบสงบ
    แถบชานเมืองกรุงเทพฯ (ย่านรังสิต)


    "กริ๊ง กริ๊ง ..."
    เอก  : "ฮัลโหล..."
    วัลโย : "เห้ย ทำอะไร อยู่ว่ะ ?"
    เอก  : "เออ ว่าไง อยู่บ้าน อ่ะดิ ไม่ได้ทำอะไร ... "
    วัลโย : "ออกมากินเบียร์สด มั้ย? พรุ่งนี้กูไม่ทำงาน"
    เอก  : "อะนะ แล้ว อยู่ไหน ละเนี้ยะ มึง?"
    วัลโย : "กูอยู่สยาม มีคอนเสิร์ตซีลด้วย เนี้ยะ"
    .
    .
    นู่น นี่ ๆ ซัก 10 นาที
    .
    .
    เอก  : "เออ เดี๋ยวอาบน้ำ แล้วจะออกไป ละกัน"
    วัลโย : "เออ เร็วๆ ละมึง แล้วเดี๋ยวเจอกัน"
    เอก  : "เออๆ"

         บทสนทนาจบลงตรงนั้น เวลาผ่านไป ชั่วโมงครึ่ง หลัง
    จากทรมาน นั่งรถฝ่าสายฝน ออกมาถึงจนได้

    เอก  : "เมื่อกี้ผ่านสยามมา คอนเสิร์ต จบแล้วนี่หว่า?"
    วัลโย : "เออ อะดิ"
    เอก  : "อ่าว กำ -*- ... ตอบง่ายเลยมึง แล้วจะไปไหนล่ะ"
    วัลโย : "คิดอยู่ ยังไม่รู้เลย ..."
    เอก  : "เวรกรรม ไร้จุดหมายอีกแล้วมึง"
    วัลโย : "เออ เดี๋ยวลองไปดู สุขุมวิท ทองหล่อ เอกมัย นี่ละ"
    เอก  : "แต่เช้าเลย เนี่ยะนะมึง (เวลาขณะนั้น 21.30น.)"
    .
    .
    เดินโต๋ๆ เต๋ๆ อยู่ในซอยทองหล่อ ซัก 10-20 นาที
    .
    .

         สุดท้ายก็ได้ที่สิงสถิตย์ ณ MUSE PUB (สาวเพรียบ!!!)
    ฮ่า ฮ่า ฮ่า คิดว่าเป็นการเลี้ยงฉลองตกงาน (อีกแล้ว) ย้อนหลัง
    ก็แล้วกัน เหอๆ+

         ถือว่าไม่ได้มาเช้าไปแต่อย่างไรครับเพราะวันนั้นคนทยอย
    กันเข้าร้านจนแน่นขนัด ทันตาในเวลาไม่ถึง 4 ทุ่มครึ่งดีเลย
    บรรกาศร้านก็โอเค เพราะเป็นร้านใหม่เพิ่งเปิดมาเพียง 2-3 เดือน
    เท่านั้น

         ไปถึงไม่พูดพร่ำทำเพลง เปิด Black ซะ 1 ขวด (ใจป๋ากันอีกแล้ว*)
    ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดนตรีที่เล่นก็เป็นวง Indy (แปลว่าอะไร หว่า) คงประมาณว่า
    ไม่ได้เป็นที่รู้จักซักเท่าไหร่ มั้ง เล่นเพลงแนว ซะเยอะ <<< เรามันคนละ
    รุ่นแล้ว (เลยดูแก่ๆ ไปทันตา* ^^)  เวลาผ่านไป ไว เหมือนกัน
    พอมาได้สติอีกที ร้านก็ปิดซะแล้ว เหอๆ+ เมาครับ *~*

    สรุป วันนั้น รวม ค่าเสียหายสุทธิ 3,000+

    ปล.ตื่นเช้ามาก็แฮงค์ หลังจากปล่อยแก่ซะเต็มอิ่มเมื่อคืน
    ก็ตามต่อด้วยแฟมิลี่ทริป ตลาดดอนหวาย จ.นครปฐม อันสุด
    สมบุก สมบัน ทีเดียว* (งอแง มากๆ)* <<< ติดตามชม
    ในแกลลอรี่ได้เลย แต่หน้าตาออกจะขมุกขมัว หน่อยนะ
    เนื่องจากยังไม่หายแฮงค์ดี ^^


    ข้อมูลร้าน:



    MUSE PUB เปิดวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2551

    สถานที่ตั้ง อยู่ที่ ทองหล่อซอย 10
    เลี้ยวขวามาทางร้านโออิชิ แล้วขับมาประมาณกลางซอย
    ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้า ร้าน BOOZE
    ร้านอยู่หน้าปากซอย ร้าน BOOZE ติดถนนครับ

    August 26

    ร้อยตำรวจเอกธรณิศ ศรีสุข ยอดวีรบุรุษ ตชด.

    ร้อยตำรวจเอกธรณิศ ศรีสุข ยอดวีรบุรุษ ตชด.

    pran54

             ปลายปี 2550  ไฟใต้ยังคงลุกโชนอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนด้ามขวาน
    ถึงแม้จะดูเหมือนว่ากำลังเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองจะปฏิบัติการเชิงรุกอย่างได้ผล
    สามารถปิดล้อมตรวจค้นจับกุมทั้งแกนนำฝ่ายตรงข้ามกับแนวร่วมและสามารถยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้
    เป็นจำนวนมากก็ตาม แต่ความรุนแรงของเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
    ของผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ยังคงปรากฏให้เห็น
            
             เพราะกลุ่มโจรใต้อาศัยความชำนาญภูมิประเทศและการเป็น "เจ้าของพื้นที่'
    เป็นกลยุทธหลักและข้อได้เปรียบในการก่อเหตุร้ายอย่างไม่เลิกราด้วยเหตุนี้ปฏิบัติการ
    อย่างทุ่มเทของทหารตำรวจในพื้นที่ภาคใต้จึงยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและกลายเป็น
    ที่มาของเรื่องราวดุจดังตำนานแห่ง "วีรชนคนกล้า' ของชาติอันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า
    แผ่นดินไทยยังคงมีผู้ที่พร้อมจะสละทุกสิ่งแม้กระทั่งชีวิตเพื่อปกป้องบ้านเมืองและน้อมเกล้าฯ
    ถวายเป็นราชพลี
     
             เช้าวันเสาร์ที่ 29 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่ผู้คนในกรุงเทพและในอีกหลาย ๆ จังหวัด
    ได้พักผ่อนหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากหน้าที่การงานมาตลอดทั้งสัปดาห์



                   ผู้กองแคน (คนที่สองจากขวา) ขณะลาดตระเวนบนถนน
             แต่ที่จังหวัดยะลาบนเส้นทางสายบันนังสตา - เขื่อนบางลาง "ชุดเคลื่อนที่เร็ว'
    จำนวน 12 นาย ซึ่งเป็นกำลังจากกองร้อยรบพิเศษที่ 1 กองกำกับการสนับสนุนทางอากาศ
    ตำรวจตระเวนชายแดนหรือที่รู้จักกันในนาม "พลร่ม ตชด.' แห่งค่ายนเรศวร หัวหิน
    ได้ออกปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่ต้องสงสัยเพื่อรักษาความปลอดภัย
             
             หลังได้เบาะแสว่ากลุ่มโจรใต้วางแผนที่จะดักซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่และประชาชน
    ที่จะใช้เส้นทางดังกล่าว
             เมื่อชุดเคลื่อนที่เร็วทั้ง 12 นาย ไปถึง "เนินนวรัตน์' ซึ่งภูมิประเทศสองข้างทาง
    เป็นเนินสูงปกคลุมไปด้วยป่ารกทึบเอื้ออำนวยต่อการวางกำลังรอคอยเป้าหมายที่จะผ่าน
    เข้ามาใน "พื้นที่สังหาร' ที่กำหนดไว้

             ร้อยตำรวจเอกหนุ่มวัยสามสิบ ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดเจ้าของร่างล่ำสันรู้สึกผิดปกติ
    และสำเนียกได้ถึงความเงียบเชียบที่แตกต่างจากทุกครั้ง มันเป็นเสมือนสิ่งบอกเหตุว่ามี
    "อะไรบางอย่าง' ที่เป็นอันตรายรอคอยอยู่เบื้องหน้า

             "ผู้กองแคน' ของลูกน้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาโดยตลอดจึงสั่งหยุดเคลื่อนที่
    เพื่อปฏิบัติตามยุทธวิธีและขั้นตอนของการรบนอกแบบ นั่นคือการใช้ "ส่วนล่วงหน้า'
    เดินเท้าเข้าตรวจสอบในบริเวณต้องสงสัย

             ด้วยความองอาจและหัวใจแกล้วกล้าของนายตำรวจนักรบที่มีจิตวิญญาณความเป็น
    "ผู้นำ" อย่างเต็มเปี่ยม ผู้กองแคนอดีตนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่น 54 จึงทำหน้าที่
    "ส่วนล่วงหน้า' ด้วยตนเองเหมือนเช่นทุกครั้งที่ออกปฏิบัติภารกิจซึ่งเขาจะต้องก้าวเท้านำหน้า



               พลร่ม ตชด. ที่อยู่ในทีมโดยไม่หวั่นไหวพรั่นพรึงต่ออันตรายใดๆ


                        
                             ผู้กองแคน (ขวาสุด) กับทีมพลร่ม ตชด.

             อาวุธอัตโนมัติที่อยู่บนมือของร้อยตำรวจเอกแห่งตระกูล "ศรีสุข'
    กระชับแน่น สายตาที่เต็มไปด้วยประกายมุ่งมั่นมองกวาดไปยังแนวป่าบนเนินสองข้างทาง
    อย่างระแวดระวัง นิ้วที่แตะอยู่บนไกปืนพร้อมที่จะเหนี่ยวยิงสาดกระสุนเข้าใส่บริเวณต้องสงสัย
    หากว่าเสียงปืนของฝ่ายตรงข้ามดังขึ้น
     
             ไม่ไกลจากตำแหน่งที่ผู้กองหนุ่มแห่งค่ายนเรศวรกำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ
    กลุ่มโจรใต้ไม่ต่ำกว่า 20 คน พร้อมอาวุธกำลังเล็งศูนย์เข้าใส่เป้าหมายของพวกมัน
            
             กาลีแผ่นดินเหล่านั้นรู้จักหน้าค่าตาและชื่อเสียงของ "ผู้กองแคน' ในฐานะหัวหน้าชุด ตชด.
    แห่งฐานปฏิบัติการเขื่อนบางลาง ซึ่งเป็นนักรบจู่โจมที่มีผลงานยอดเยี่ยมมาโดยตลอด
    ทั้งในด้านยุทธการและการเข้าถึงมวลชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี จนทำให้ชาวบ้านหันมาให้ความร่วมมือ
    กับทางการมากขึ้น
     
     การปรากฏตัวของผู้กองแดนในเช้าวันปะทะจึงเป็นเสมือนการปรากฏของ "เป้าหมาย"
    ที่มีค่ามากที่สุดสำหรับการซุ่มโจมตี โจรใต้กลุ่มนั้นจึงหันปากกระบอกเล็งเข้าหาร่างของนายตำรวจหนุ่ม
    เป็นจุดเดียว เพื่อที่จะระดมปืนเด็ดชีพคนเป็น "หัวหน้าชุด' ให้ได้เป็นลำดับแรก
             
             แล้วในบัดดลนั้นกัมปนาทการยิงก็แผดสนั่นหวั่นไหวพร้อม ๆ กับวิถีกระสุนแดงวาบพุ่งลงมาเป็นห่าฝน
    วินาทีแรกที่เสียงปืนดังขึ้น ร้อยตำรวจเอกหนุ่มก็โผนเข้าหาที่กำบังด้วยสัญชาติญาณพร้อมกับร้องตะโกนสั่งให้
    ลูกทีมทำการยิงตอบโต้ ก่อนที่ร่างของเขาจะล้มร่วงลงบนเนินมรณะ

             การปะทะดำเนินไปอย่างดุเดือดนานกว่า 20 นาที และกำลังอีกชุดหนึ่งภายใต้การนำของ "ผู้กองช้าง"
    หรือร้อยตำรวจเอกสมรัฐ อาวรณ์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดปะทะได้รีบเดินทางมาช่วยก่อนที่เสียงปืนจะสงบลง
    เมื่อฝ่ายตรงข้ามล่าถอยออกไป

     
                   
                                  นาทีชีวิตผู้กองแคนหลังการปะทะ
    "ผู้กองถูกยิง ! วิทยุไปที่บ้านภักดี ขอ ฮ. มารับด่วน !"
     รองหัวหน้าชุดร้องตะโกนเสียงหลงในทันทีที่มองเห็นร่างของร้อยตำรวจเอกหนุ่ม
    แดงฉานไปด้วยเลือด มีบาดแผลฉกรรจ์ที่ลำคอ บอกให้รู้ว่าผู้นำของชุดเคลื่อนที่เร็วต้องคมกระสุน
    ได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการเป็นตายเท่ากัน.. !

             ภายในห้องประชุมกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศค่าย "นเรศวร" อำเภอหัวหิน
    จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตอนสายวันเดียวกัน
             
             นายตำรวจพลร่มชั้นสัญญาบัตรกำลังประชุมอยู่กับผู้บังคับการเพื่อเตรียมการ
    เคลื่อนย้ายกำลังไปสับเปลี่ยนหน้าที่กับหน่วยที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็น
    การปฏิบัติตามวงรอบทุก 6 เดือน

             ทุกคนต่างมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยมและกระหายที่จะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่
    อันตรายด้วยความมุ่งมั่น เพราะเท่าที่ผ่านมา "ชุดเคลื่อนที่เร็ว" ซึ่งเป็นหน่วยพลร่มจาก ตชด.
    ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมและไม่เคยสูญเสียกำลังพล

             แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ของผู้การก็ดังขึ้นขัดจังหวะการประชุม สายตาทุกคู่จ้องมอง
    ไปยังผู้บังคับบัญชาซึ่งมียศสูงสุดในที่นั้น ก่อนที่ทุกคนจะเห็นสีหน้าและแววตา
    ซึ่งเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน

     "ชุดลาดตระเวนของเราถูกซุ่มโจมตีที่ยะลา"

             ผู้บังคับการพลร่มพยายามบังคับเสียงอย่างคนที่ข่มความรู้สึกขณะที่กล่าวถ้อยคำ
    ซึ่งไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางหัวใจของทุกคนที่ได้ยิน

     "ไอ้แคนตาย.. เมื่อสองชั่วโมงที่ผ่านมานี่เอง"



                                    ผู้กองแคนใน พท.ภาคใต้
             
             นายตำรวจหนุ่มผู้พลีชีพเพื่อชาติกลางสมรภูมิแดนใต้ในเช้าวันนั้นก็คือร้อยตำรวจเอก
    "ธรณิศ ศรีสุข" รองผู้บังคับการกองร้อยรบพิเศษที่ 1 กองกำกับการสนับสนุนทางอากาศตำรวจ
    ตระเวนชายแดนผู้เป็นแบบฉบับของ "ชายชาตินักรบ" 

             ซึ่ง สมควรได้รับการยกย่องในฐานะวีรบุรุษของชาติผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์อันสูงส่ง
    ตราบจนลมหายใจของชีวิต
             
             ร้อยตำรวจเอกธรณิศฯ หรือผู้กองแคน เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2520 ที่จังหวัดขอนแก่น
    เป็นบุตรชายของรองศาสตรจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ ศรีสุข อดีตคณบดีคณะเทคโนโลยี
    มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยน้ำบาดาล ภาควิชาเทคโนโลยีธรณี 

             ส่วนมารดาคือ รองศาสตราจารย์ทันตแพทย์หญิงนิธิภาวี อดีตคณบดีคณะทันตแพทย์ศาสตร์
    มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชีวิตในวัยเด็กของร้อยตำรวจเอกธรณิศเติบโตที่จังหวัดขอนแก่นพร้อมกับ
    น้องชายเพียงคนเดียว คือนายแพทย์ธราธิป โดยบิดามารดาตั้งชื่อเล่นให้เขาว่า "แคน" 

             ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ของแผ่นดินอีสาน แคนเริ่มต้นการศึกษาที่
    โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่นจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนจะติดตามบิดาไปศึกษาต่อ
    ที่ประเทศแคนนาดาเมื่อปี 2533

             เมื่อกลับมาเมืองไทยจึงเข้ารับการศึกษาต่อที่โรงเรียนขอนแก่นวิทยาจนกระทั่งถึงชั้น
    มัธยมศึกษาปีที่ 5 จึงไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเมื่อปี 2538 โดยเลือกเหล่าตำรวจ
    ด้วยความใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็น ตชด. เพื่อรับใช้ชาติและปกป้องคุ้มครองพี่น้องประชาชน
    ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

             รองศาสตรจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ ซึ่งเดินทางมากรุงเทพเพื่อร่วมงาน "วันตำรวจ"
    และบันทึกเทปรายการ "เจาะใจ' ระหว่างวันที่ 13-14  ตุลาคมที่ผ่านมา ได้เล่าถึงเรื่องราวบางตอน
    ของบุตรชายให้ผู้เขียนฟังว่า
             
             "สมัยนั้นนักเรียนวัยรุ่นในขอนแก่นจะรู้จักแคนมาก แคนเป็นคนรักเพื่อน ชอบการต่อสู้ผจญภัย
    เคยแอบไปชกมวยชิงรางวัลตามหมู่บ้านมา 2-3 ครั้ง จนหมอแจงซึ่งเป็นคุณแม่ตกใจ"

             "ต่อมาแคนไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร โดยเลือกเหล่าตำรวจและสอบได้เป็นที่หนึ่ง
    ในส่วนของตำรวจทำให้ทุกคนในครอบครัวภูมิใจในตัวแคนมาก"

             "ระหว่างที่เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 38 แคน ซึ่งมีคะแนนสอบยอดเยี่ยมได้รับการ
    แต่งตั้งให้เป็นนายตอน 4 ทำหน้าที่นักเรียนปกครองบังคับบัญชาดูแลรุ่นน้องและเพื่อนๆ
    และเมื่อขึ้นเหล่าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 54 แคนก็ได้เป็นนักเรียนบังคับบัญชา เป็นนักกีฬา
    หลายประเภท เป็นหัวหน้าชมรมยูโด นักแม่นปืน นักมวย ฯลฯ"


             
             เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เขาเป็นที่รู้จักของรุ่นน้อง ๆ และรุ่นพี่ ๆ ในฐานะนักเรียนนายร้อยตำรวจที่เรียนเก่ง
    มีอุดมการณ์ และได้คะแนนสอบตอนเรียนจบในลำดับต้น ๆ ซึ่งมีสิทธิที่จะเลือกรับราชการที่ไหนก็ได้
    ไม่ว่าจะเป็นโรงพักในท้องที่ "เกรด A" การเป็น "นายเวร" หรือนายตำรวจติดตามผู้บังคับบัญชาระดับสูง
    หรือแม้กระทั่งการลาไปศึกษาต่อต่างประเทศ
             
             แต่สิ่งที่แคนเลือกกลับกลายเป็นการหันหลังให้สิ่งเหล่านั้นอย่างคนมีอุดมการณ์ แรงกล้า
    เขาเลือกที่จะละทิ้งชีวิตแสงสีความศิวิไลซ์หรูหราแบบ "สุขนิยม" 

             ทั้งที่สามารถกระทำได้แล้วมุ่งหน้าไปสู่การใช้ชีวิตกลางป่าของลำเนาไพรในฐานะ "ตำรวจตระเวนชายแดน"
    แม้จะรู้อยู่แล้วชีวิตของ ตชด. หมายถึงชีวิตที่ต้องนอนกลางดินกินกลางทรายแวดล้อมไปด้วยความยากลำบาก
    แต่สิ่งเหล่านั้นคือความเป็นไปที่จะทำให้ "ฝัน" ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์หนุ่มในอันที่จะเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่นเป็นความจริง

             "แคนพูดอยู่เสมอว่าถ้าเขาไม่ทำหน้าที่นี้แล้วใครจะทำ ถ้าคนหนุ่มทุกคนเอาแต่คิดถึงความสุขสบาย
    โดยไม่เสียสละตนเองแล้ว ประเทศชาติจะมีใครที่ไหนคอยปกป้อง"

             รองศาสตรจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์กล่าวถึงอุดมการณ์ความมุ่งมั่นของบุตรชายผู้จากไป

             "แคนจึงเลือกที่จะเป็น ตชด. และทำการฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อให้ตนเองเป็น ตชด. ที่เก่งกล้า
    มีขีดความสามารถครบถ้วนพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด"



             แม้จะมีชีวิตราชการค่อนข้างสั้นและต้องออกปฏิบัติราชการสนามครั้งละ 6 เดือนมาโดยตลอด
    แต่นายตำรวจ "ไฟแรง" อย่างแคนก็ใช้เวลาในช่วงสับเปลี่ยนกำลังสมัครเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษต่างๆ
    มากมาย อาทิ หลักสูตรการทำลายวัตถุระเบิดหลักสูตรการต่อต้านการก่อการร้าย หลักสูตรกระโดดร่มแบบกระตุกเอง

             นอกจากนี้ ยังเข้ารับการฝึกหลักสูตรการรบพิเศษของนาวิกโยธินหรือที่รู้จักกันในนาม "รีคอน"
    ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นการฝึกที่เข้มข้นยากลำบากไม่น้อยไปกว่าหลักสูตร "นักทำลายใต้น้ำจู่โจม" หรือมนุษย์กบ

             แคนได้เข้ารับการฝึก "มหาหิน" ของทหารนาวิกโยธินในปลายปี 2548 และเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร
    เพียงหนึ่งเดียวที่ผ่านหลักสูตรนั้นท่ามกลางสายตาชื่นชมของบรรดาครูฝึกและเพื่อนร่วมรุ่นรีคอน 36 
    ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนาวิกโยธินที่ต่างพากันนับถือในความเป็น "นายตำรวจใจเพชร" ผู้มีความเข้มแข็งอดทน
    เป็นเลิศจนสามารถฝ่าฟันการฝึกจู่โจมและลาดตระเวนรบสะเทินน้ำสะเทินบกไปได้อย่างน่ายกย่อง


                      
                            ผู้กองแคนเมื่อครั้งฝึกรบพิเศษนาวิกโยธิน

             รองศาสตรจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ เล่าต่อไปอีกว่า
             
             "แคนเป็นคนเสียสละ นึกถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัวรักลูกน้องและเพื่อนร่วมงานมาก
    เขาเคยมาขอยืมเงินพ่อก้อนหนึ่งเพื่อนำไปเป็นกองกลางไว้ใช้จ่ายในทีมของเขา แคนบอกว่าลูกน้อง
    ของเขาเงินเดือนน้อยและมีครอบครัวต้องดูแล บางครั้งการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงหรือเงินสวัสดิการต่างๆ 
    อาจจะล่าช้าตามขั้นตอนของทางราชการ แคนก็จะให้ลูกทีมใช้เงินกองกลางส่วนนี้สำรองไปก่อน

             "หรือแม้แต่รถยนต์ที่พ่อซื้อให้ แคนก็นำไปใช้ที่ภาคใต้เพื่อให้เป็นรถใช้สอยสำหรับการปฏิบัติงาน
    ของหน่วยโดยไม่ถือว่าเป็นของส่วนตัว แคนเคยมาขอเงินพ่อบอกว่าจะนำไปให้รุ่นพี่กับเพื่อนร่วมงานยืม
    ซื้อปืนพกเป็นอาวุธส่วนตัวเพิ่มเติมไว้ปฏิบัติงาน พ่อก็ให้ไป

             แคนทำทุกอย่างเพื่อคนอื่นมาโดยตลอดและมีความสุขที่จะทำเช่นนั้นเสมอมา สิ่งเดียวที่แคน
    ไม่เคยทำก็คือการบอกกล่าวให้คนอื่นรู้ว่า แคนมาจากครอบครัวที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ในทุก ๆ ด้าน"
             
             ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยแววตาที่บ่งบอกถึงความอาลัย



                                     ผู้กองแคนใน พท.ภาคใต้

             "แคนทำตัวสมรรถนะกินง่ายอยู่ง่าย ไม่มีทรัพย์สมบัติส่วนตัวมากมาย หลังจากแคนเสียชีวิต
    พ่อไปเก็บของจากที่พักของแคนปรากฏว่าแคนมีของใช้จำเป็นเพียง 2-3 กล่องเท่านั้น"

             หลังจากสำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานกระบี่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2544 ร้อยตำรวจตรีธรณิศได้เลือกที่จะรับราชการในกองกำกับการสนับสนุน
    ทางอากาศตำรวจตระเวนชายแดนในตำแหน่งผู้บังคับหมวด จากนั้นในปีรุ่งขึ้นก็เดินทางไปปฏิบัติราชการ
    ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และอยู่ที่นั่นเรื่อยมา

             เรือเอกเกรียงไกร  แสงอุทัย  อดีตหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษนาวิกโยธิน ซึ่งเคยปฏิบัติงาน
    ในพื้นที่นราธิวาสเล่าถึง "เพื่อนร่วมงานต่างเหล่า" ว่า

             "ผู้กองแคนเป็นคนที่มีอุดมการณ์แรงกล้า เราพบกันครั้งแรกเมื่อปี 45 แคนลงมาภาคใต้ทั้งที่ยัง
    ไม่มีคำสั่งเป็นทางการ แต่เขาก็เดินทางลงมาล่วงหน้า ตอนนั้นเป็นช่วงแรกที่พลร่ม ตชด. จากหัวหิน
    เริ่มเข้ามาทำงานในพื้นที่สีแดง ผมเตือนเขาว่า ยังไม่มีคำสั่งรองรับอย่าเพิ่งออกทำงาน แต่แคนบอกว่าไม่เป็นไร
    เขาอยากทำให้ภาคใต้สงบ"

             เรือเอกเกรียงไกร ซึ่งเคยเป็นครูฝึกหลักสูตร "รีคอน" เล่าต่อไปว่า

             "ทีม ตชด. ของแคนหลอมรวมกับชุดปฏิบัติการพิเศษนาวิกโยธินได้เป็นอย่างดี แคนมีความสามารถในการ
    ใช้ปืนสั้นอย่างยอดเยี่ยมและเชี่ยวชาญการรบในเมือง เพราะเคยผ่านหลักสูตรต่อต้านการก่อการร้าย

             แคนจึงช่วยฝึกทีมของนาวิกโยธินให้มีความชำนาญการใช้ปืนพกเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันแคนก็ขอให้นาวิกโยธิน
    ซึ่งเชี่ยวชาญการรบนอกแบบ ฝึกทบทวนการลาดตระเวนการเคลื่อนที่ในป่าแถบนั้น ซึ่งเรามีความชำนาญมากกว่า
    เพราะอยู่ในพื้นที่มาก่อน แคนขอให้ทหารนาวิกโยธินพาขึ้นเขาทุกลูกเพราะต้องการทำความรู้จักและจดจำลักษณะ
    ภูมิประเทศเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานครั้งต่อ ๆ ไป


             
                                  ผู้กองแคนกับทีมพลร่ม ตชด.

             ผู้กองแคนมีความผูกพันกับนาวิกโยธินอย่างแนบแน่น เคยออกปฏิบัติภารกิจร่วมกัน
    หลายครั้ง กินข้าวด้วยกัน ทั้งในที่ตั้งปกติและในป่า บางครั้งเราจัดเป็นทีมผสมระหว่าง ตชด.
    กับนาวิกโยธิน แคนจะเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหาร นย. อย่างองอาจจนได้ใจของทุกคนที่อยู่ในทีม

             เรือเอกเกรียงไกรรำลึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับวีรบุรุษ ตชด. ต่อไปว่า

             "ผู้กองแคนเป็นนายตำรวจที่กล้าหาญมาก มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จโดยไม่คำนึงถึง
    อันตรายใด ๆ ครั้งหนึ่งเขาวางแผนที่จะแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่อันตรายตามลำพังในเวลากลางคืน
    และนัดหมายให้ทีมสนับสนุนไปรอที่จุดนัดพบซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 5 กิโลเมตร"

             "แต่ผมห้ามเอาไว้ เพราะผู้กองแคนพูดภาษายาวีไม่ได้ มันจึงเสี่ยงเกินไปที่จะเข้าไปหาข่าว
    ความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามในยามวิกาลเช่นนั้น พวกเราซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการพิเศษนาวิกโยธิน
    ทุกคนรักนับถือในน้ำใจผู้กองแคนและรู้สึกเหมือนกับว่าเขาเป็นพี่น้องร่วมตายอย่างแท้จริงคนหนึ่ง"

             แม้จะเหนื่อยยากตรากตรำ แต่ผู้กองแคนยังคงมีชีวิตส่วนตัวเช่นปุถุชนทั่วไป โดยทุกครั้งที่ได้พัก
    นายตำรวจหนุ่มจะเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ขอนแก่นและกราบคารวะครูอาจารย์ ท่ามกลางความรู้สึก
    ชื่นชมระคนห่วงใยของทุกคนที่ได้รู้จักและเคยเห็น "ผู้กองแคน" มาตั้งแต่ครั้งที่เขาเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ
    ที่วิ่งเล่นอยู่ในรั้ว มอ.ดินแดง ร่วมกับเพื่อนรุ่นเดียวกันซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของคณาจารย์มหาวิทยาลัย
    ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับบิดามารดา

             "แคนมักจะถูกตั้งคำถามจากหลาย ๆ คนอยู่เสมอว่า เมื่อไหร่จะขึ้นมาจากภาคใต้ แต่คำตอบที่ทุกคน
    ได้รับเหมือนๆ กัน ก็คือ ยังไม่ถึงเวลา เพราะแคนต้องการสานต่อภารกิจให้ลุล่วงจนกว่าประชาชนในพื้นที่
    จะใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย"
             
             รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ ผู้เป็นบิดาเล่าด้วยสีหน้าและแววตาอันสงบนิ่งอย่างคนที่ปลงใจ
    ในความเป็นไปที่เกิดขึ้นตามสัจธรรมแห่งชีวิต

             "ก่อนเสียชีวิต ผู้บังคับบัญชาของแคนถามว่า ครบวงรอบ 6 เดือนครั้งหน้า แคนจะกลับมาอยู่ที่ค่ายนเรศวร
    หรือเปล่า แคนตอบว่า ขออยู่ในพื้นที่อย่างเดิม เพราะเป็นห่วงชาวบ้าน อยากทำงานต่อ"



             "หมอนัตตี้ภรรยาของแคน ซึ่งกำลังเรียนต่อด้านทันตกรรมที่ฮ่องกง เคยขอร้องแคนเรื่องการไปทำงานภาคใต้
    แคนตอบว่า นัตตี้มีความฝันในเรื่องการเรียน แคนก็มีความฝันในเรื่องของการทำให้ภาคใต้สงบสุข ถ้ามีคนขอให้ให้นัตตี้หยุดเรียน
    ล้มเลิกความฝัน นัตตี้ก็คงทำไม่ได้ เหมือน ๆ กับแคนที่ไม่อาจเลิกราการไขว่คว้าความฝันของตนเอง
    แคนฝันที่จะทำให้ภาคใต้สงบและแคนก็อยากทำให้ฝันนั้นเป็นจริงให้ได้"

             "ถึงแม้วันนี้แคนจะจากไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่าเขาคงรับรู้ว่าความฝันของเขาจะไม่มีวันตาย เพราะ พี่ๆ เพื่อนๆ
    ทั้งที่เป็นตำรวจพลร่มและทหารทุกเหล่าทัพจะช่วยกันสานต่อภารกิจเพื่อให้ฝันของแคนเป็นจริงให้ได้"

             คำกล่าวของรองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ผู้เป็นบิดาคงจะไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยไปจากความเป็นจริง
    เพราะการเสียชีวิตของร้อยตำรวจเอกธรณิศได้กลายเป็นแบบอย่างของวีรบุรุษผู้เสียสละและเป็นสิ่งที่ปลุกเร้ากระตุ้นขวัญ
    กำลังใจและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลร่ม ตชด. จากค่ายนเรศวรในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
    อย่างกล้าหาญเช่นเดียวกับที่ "ผู้กองแคน" ได้แสดงตัวอย่างไว้ให้ประจักษ์


             
                              ผู้กองแคนสอนการใช้อาวุธให้ชาวบ้าน

             กลอนบทหนึ่งที่นักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่น 54 มอบให้แก่แคน นับเป็นสิ่งที่ฉายชัด
    ถึงความเป็นตัวตนของนายตำรวจผู้เสียสละได้เป็นอย่างดี กลอนบทนั้นมีความว่า..

             กูนี้เกิดมาเพื่อชาติ  ราชบังลังก์ 
             มึงจงฟัง ความแน่วแน่ ของกูไว้ 
             แม้นกูตาย  พวกกูอยู่  สู้ต่อไป 
             อย่าได้ให้  พวกจัญไร  มายึดครอง 
             กูนี้คือ  สามพราน รุ่นห้าสี่ 
             พวกกูมี เรื่องราว  ให้เล่าขาน 
             ชื่อของแคน ยังอยู่  อีกยาวนาน 
             เป็นตำนาน  ผู้กล้า...  เลือดทาดิน

             เพื่อเป็นอนุสรณ์ และรำลึกถึงบุตรชายผู้จากไป อีกทั้งยังเป็นการให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่
    ชั้นผู้น้อย ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

             รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ ได้จัดตั้งกองทุน ร.ต.อ.ธรณิศ โดยผู้มีจิตศรัทธา
    สามารถดูรายละเอียดได้จากเวปไซด์
    www.thoranitsrisuk.org

             รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ยอมรับว่า เมื่อแรกที่ได้รับทราบข่าวร้าย ความรู้สึก
    โศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ได้ถาโถมเข้ามาท่วมท้นหัวใจ เช่นเดียวกับคนทั่วไปซึ่งอยู่ในฐานะพ่อ
    ที่ต้องสูญเสียลูกชายอย่างกะทันหัน

             แต่เมื่อได้รับรู้ถึงเกียรติยศได้สัมผัสด้วยตนเองถึงเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ที่ทุกฝ่ายมอบให้แก่
    ร้อยตำรวจเอกธรณิศในพิธีศพ หัวใจอันแตกสลายของคนเป็นพ่อก็กลับฟื้นคืนมาได้

             "มันเหมือนกับว่าผมกำลังอยู่ในความฝันมึนงงไปหมด เฝ้าแต่ถามตัวเอง นี่ผมมางานของใคร..
    ใช่พิธีศพของแคนแน่หรือ ทำไมทุกอย่างจึงยิ่งใหญ่ล้นหลามถึงเพียงนี้"

             "แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนารถ
    ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงศพร้อยตำรวจเอกธรณิศด้วยพระองค์เอง ณ วัดสว่างสุทธารา
    จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม"



             รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์กล่าว

             "ตอนที่มีการกราบบังคมทูลถวายรายงานประวัติของผู้เสียชีวิต พระองค์ได้ประทับยืนเป็นการพระราชทานเกียรติยศให้แก่
    ร้อยตำรวจเอกธรณิศเป็นครั้งสุดท้าย ทำให้ผู้ร่วมพิธีทั้งหมดลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงความคารวะไว้อาลัยแด่ผู้จากไป

             นอกจากนี้ยังทรงรับสั่งตอนที่โปรดเกล้า ฯ ให้ผมเข้าเฝ้าว่า  ที่มาก็เพราะว่าแคนสมควรได้รับเกียรติยศนี้ และยังทรงรับสั่งด้วยว่า

             "ประเทศชาติต้องการผู้เสียสละอย่างแคน ทรงขอบใจที่ผมกับหมอแจง คุณแม่ของแคนที่ที่เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีได้ถึงขนาดนี้"

              วันนี้...ไม่มีผู้กองแคนซึ่งเป็นที่รักของทุก ๆ คนอีกต่อไป ฉากชีวิตซึ่งเปี่ยมไปด้วยเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ของ
    นายตำรวจหนุ่มดำเนินมาจนถึงบทสุดท้าย พร้อม ๆ กับการก้าวล่วงหน้าไปยังอีกภพหนึ่ง อันเป็นภพที่ไม่มีใครเลี่ยงพ้น

             และสำหรับสมาชิกในครอบครัวของตระกูล "ศรีสุข" ทุกคนคงจะมีรอยยิ้มระคนน้ำตาเมื่อนึกถึงภาพของหมอแจง
    ผู้เป็นมารดา ขณะที่โอบกระชับการมาถึงของบุตรชาย พร้อมกับถ้อยคำที่กลั่นมาจากหัวใจว่า
    แคนลูกรัก...แม่ภูมิใจในตัวลูกมาก

             แม่ดีใจเหลือเกินที่เราได้พบกันอีกครั้งในดินแดนนิรันดร์แห่งนี้





             ตามที่ได้มีผู้นำบทความนี้ไปคัดลอกบทความนี้ไปเผยแพร่ยังที่ต่างๆ หลายราย
    ซึ่งอันที่จริงเป็นนิมิตรหมายที่ดีว่าคนไทยยังรักวีรบุรุษของชาติและเป็นห่วงสถานการณ์ในภาคใต้เป็นอย่างมาก
    อีกทั้งท่าน "พันทิวา" ผู้เขียนบทความได้เคยแจ้งกับผมว่า ยินดีให้เผยแพร่กันมากๆ แต่ทั้งนี้ เพื่อรักษาจรรยาบรรณที่ดีในสังคมอินเตอร์เน็ต
    ขอความกรุณาผู้ที่สนใจจะคัดลอกบทความนี้ไปเผยแพร่ รวมถึงผู้ที่ได้คัดลอกไปแล้ว โปรดแจ้งไปยังผู้เขียน
    (นอ.วิพันธุ์ ชมะโชติ
    vipan_cm@hotmail.com โทร 081-658-7831) และ/หรือแจ้งผ่านผม
    (โรจน์ จินตมาศ
    webmaster@iseehistory.com โทร 081-697-3098) ให้ทราบสักนิดด้วยครับ


    REF: http://www.iseehistory.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5333371&Ntype=12
     
     
    August 08

    29th Olympic Bijing Games at 08/08/08


    29th Olympic Bijing Games at 08/08/08

          วันนี้หยุดงาน เอิ๊กๆ ถือฤกษ์ดี 08/08/08 โดดงานซะเลย
    55+ เอ้ยๆๆ ไม่ใช่ๆ เฮ่อ ระหว่างนั่งดูพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา
    ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก (ซะขนาดนั้น) ก็เข้ามา up blog ซะหน่อย
    ไม่ได้เข้ามาซะนาน

           การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 29
    โดยมีประเทศจีนเป็นตัวแทน ประเทศแถบทวีปเอเชียทั้งหมด
    รับอาสาเป็นเจ้าภาพ และก็เลือกวันเปิดพิธีการแข่งขัน เป็นวันที่มี
    เลขมงคลมากๆ คือวันที่ 08/08/08 ตามปฏิทินสากล
    ซึ่งเลข 8 นั้น ก็ถือเป็นเลขมงคลของพี่น้องชาวจีนอีกด้วย
    (คงไม่มีวันไหน ที่มีเลขมงคลมากกว่านี้อีกแล้วละ)




           เท่าที่นั่งดูพิธีเปิดการแข่งขันอยู่ขณะนี้ รู้สึกว่า พิธีการจัดได้อย่างยิ่งใหญ่ อลังการ
    จริงๆ สมกับการที่เจ้าภาพปกปิด ปิดบัง หมกเม็ด ซ่อนเร้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า <<<< เยอะไปละๆ
    เป็นความลับ เอาซะมากๆเลย ดูแล้ว ก็เป็นการผสมผสาน เทคโนโลยี สมัยใหม่ กับวัฒนธรรม
    ที่เก่าแก่ ดีจริงๆ (อันนี้อารมณ์ส่วนตัวหลังจากดู Mummy3) < อ้างอิงประวัติศาสตร์จีนโบราณ
    ซะเต็มที่เลย อันนี้ ขอ สปอยซ์หน่อยนะ สำหรับคนที่ยังไม่ไปดู อย่าว่าเค้านะ อิอิ ~



           คงต้องอัดพิธีสำคัญแบบนี้ไว้ดูใหม่อีกรอบ ซะแล้ว ยิ่งใหญ่ สมชื่อ ผู้กำกับ "จางอี้โหมว"
    (ชื่อผู้กำกับ พิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิก ครั้งนี้ และเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังชาวจีน) จริงๆ
    นั่ง update ข้อมูลไป ก็ไม่ได้มีสมาธิ ดูกับเค้าเลยเนี้ยะ เหอๆ+



           กีฬาโอลิมปิกกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ประเทศไทยของเราก็ส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันกับเค้าด้วย
    รู้สึกว่าจะส่งไป 13 ประเภทกีฬา แต่อย่าถามเลยว่า อะไรบ้าง ไม่รู้จริงๆ :(



           ก็ถือโอกาสเป็นกำลังใจ ให้พี่ๆ นักกีฬาทุกคนในโอกาสนี้เลยละกันครับ ขอให้ได้เหรียญ
    กันทุกคนเลย เพื่อที่จะได้นำชื่อเสียง เกียรติยศ มาสู่ประเทศไทยของเราทุกคน สู้ๆ ครับ
    (ได้ข่าวว่า เหรียญทองนี่ได้ รางวัลอัดฉีด กัน 10 ล้านบาท+ เลยทีเดียว)

           ใครยังเล่นกีฬาไม่เก่งอยู่ เอ้า ซ้อมๆๆ เข้า อิอิ



           เอาละ วันนี้เป็นวันที่เป็นฤกษ์มงคล (เลข 8) ยังไงก็ขอสวดมนต์ให้ทุกคน ปลอดภัย
    ร่างกายแข็งแรง มีความสุข ปราศจาก โรคภัยมารบกวน ร่ำรวย ความรู้ เงินทอง ชื่อเสียง ฯลฯ
    ด้วยเถอะ สาธุ หลังๆ เริ่มพึ่งธรรมะ :)

    IOCIPCVancouver2010London2012Sochi 2014

    Beijing Olympic LogoBeijing Paralympic Logo
    June 28

    เจาะแก่น SOA ตอนที่ 3 BPEL

    เจาะแก่น SOA ตอนที่ 3 BPEL

           จากบทความก่อนหน้า ผมบอกว่า web service (WS) ก็คล้าย
    method แต่ว่าถูกดึงออกมาอยู่ข้างนอกลอย ๆ ที่นี้เราจะทำอย่างไร
    เพื่อเรียกใช้มันเพื่อสร้าง application หรือ business process
    ที่ประกอบด้วย web service หลาย อัน

           ก่อนอื่นขอแบ่งประเภทของเว็บเซอร์วิสเป็น 2 ประเภท

    1. Atomic web service - เว็บเซอร์วิสทำงานด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเว็บเซอร์วิส
    2. Composite web service - เว็บเซอร์วิสที่ต้องเรียกใช้เว็บเซอร์วิสอื่น เพื่อสร้าง service ของตัวเอง

    จากนั้นเราแบ่งจุดประสงค์ของการเรียกใช้ WS เป็น 2 แบบ

    1. เรียกใช้ เพราะเราต้องใช้จริงๆ ผู้เรียกมักเป็นend user client
                 เช่น ผู้ใช้ส่งข้อมูลไปยัง WS ของบริษัททัวร์ เพื่อซื้อ packageทัวร์

    2. เรียกใช้ เพราะจะไปให้คนอื่นใช้ต่อ ก็คือ Composite WS นั่นละ 
                 ต้องเรียกใช้หลายๆ WS มาประกอบกันเพื่อสร้าง service ของตัวเอง

    เช่น WS ของบริษัททัวร์ เรียกใช้ WS ของโรงแรมเพื่อจองห้อง,
    สายการบินเพื่อจองตั๋ว และธนาคารเพื่อตัดยอดเงิน

           การเรียกใช้ web service มี 2 วิธีหลักๆ ได้แก่

    1. ใช้ Web service client API เช่น WSIF, WSE เป็นต้น

    ก็คือเราเขียน application (ด้วยJava หรือ .NET) ของเราไปตามปกติ
    เมื่อถึงเวลาต้องเรียกใช้ WS ก็เรียกใช้ API แทน เหมือนกับการเขียนโปรแกรมปกติทั่วไป

    วิธีนี้เหมาะกับ end user client ที่เป็นผู้ใช้ปลายทางจริงๆ
    เพราะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย และมักเรียกเพียงไม่กี่ service

    อย่างไรก็ตามวิธีนี้ไม่เหมาะกับการสร้าง Composite WS
    เพราะเรามักใช้ Composite WS เพื่อสร้าง business process

    (business process คือ บริการที่เห็นหรือสัมผัสได้โดยตรง
    จากผู้ใช้หรือลูกค้า และให้ผลตอบแทนกับองค์กร นั่นก็คือservice
    นอกสุดที่ให้บริการลูกค้าโดยตรงนั่นเอง)

    ซึ่งมี business logic ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ นอกจากนี้ business goal
    ของการสร้างapplication ด้วย WS ก็เพื่อความคล่องตัว (agility) ปรับเปลี่ยนง่าย
    จะได้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง

    ดังนั้นการผูกแต่ละ WS ไว้ด้วยการ coding แบบเก่านั้น
    งไม่เหมาะกับการสร้าง business process ด้วย WS
    ตามหลักการของ SOA

    2. ใช้ WS ตัวกลาง (mediator) มาเรียกใช้ sub-WS นั่นคือใช้ BPEL
    (Business Process Execution Language) นั่นเอง

    การจะสร้าง business process หรือ composite WS จาก BPEL ต้องประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่

    2.1 BPEL file - BPEL เป็นภาษาที่ไว้ใช้กำหนด business process

    ซึ่งจริงๆ แล้ว เป็นภาษา xml ลักษณะของ BPEL คือ เป็น procedural language
    คล้ายกับ flow chart ทำหน้าที่กำหนดว่าจะเรียก WS ไหน, เมื่อไหร่ และอาจเก็บตัวแปรด้วย
    การทำงานจะไปข้างหน้าเรื่อย ๆ จนจบไฟล์
    ลองนึกถึง file build.xml ของ Ant อาจเข้าใจ การทำงานคล้ายอย่างงั้นเลย)

    2.2 BPEL engine คือ ตัวที่จะมาอ่าน BPEL ที่เราเขียน และ สร้าง composite WS
    ให้ทำงานตามที่กำหนดใน BPEL นั่นเอง (คล้าย Ant tool ที่อ่าน build.xml)

    client ที่เรียกใช้จะเห็น composite WS ที่สร้างขึ้นเป็นเหมือน WS ทั่วไป

    BPEL engine ปัจจุบันก็เช่นBPEL manager ของ oracle ซึ่ง vendor 
                      ส่วนใหญ่จะมี BPEL designer ติดมาด้วย เพื่อสร้างและแปลง flow chart เป็น bpel
                     (อย่างที่บอกว่าbpel เป็นภาษาที่เหมือน flow chart อยู่แล้ว ไม่มีแยก function 
                      มี control flow แค่switch-case, loop และก็อย่างอื่นอีกนิดหน่อย 
                      สามารถดูตัวอย่างได้ที่ link อ้างอิง)

           นอกจากนี้ BPEL ยังสนับสนุนการทำงานแบบ concurrent, asynchronous
    และ exception handling ด้วย

           อย่างไรก็ตาม BPEL ก็คือ procedural languageที่ไว้ใช้สร้าง
    Composite web service โดยการระบุการเรียกใช้ WS อื่นๆ
    เพื่อสนับสนุนแนวความคิดของ SOA นั่นเอง

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    REF: http://blog.middleware.co.th/

    June 22

    Spain - Italy in Euro2008

    โรแบร์โต้ โดนาโดนี่ แบกความคาดหวังอันยิ่งใหญ่

        การมาทำหน้าที่แทน มาร์เชลโล่ ลิปปี้ กุนซือผู้พาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก
    ไม่มีทางเป็นเรื่องง่าย แต่ถึงอย่างนั้น โรแบร์โต้ โดนาโดนี่ ก็ก้าวขึ้นมารับความท้าทายนี้
    ได้อย่างยอดเยี่ยม และ ตอนนี้ หลังจากที่ผ่านทัพ "อัซซูรี่" ผ่านรอบคัดโลกสุดหินมาได้
    เดิมพันนั้นยิ่งสูงกว่าครั้งไหน ในขณะที่ อดีตมิดฟิลด์ เอซี มิลาน หมายมั่นปั้นมือหวัง
    จะพาทีมชาติอิตาลีคว้าแชมป์ ยูโร 2008 เพื่อสานต่อผลงานที่โค้ชคนก่อนหน้าเขา
    ทิ้งเอาไว้ให้ได้

        "มันไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เมื่อทุกคนมีความคาดหวังมากขนาดนั้น อย่างไรก็ตาม
    ทีมนี้ตอบคำถามได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกๆ แง่ ตอนที่ผมมารับงานนี้
    ผมได้รับช่วงต่อกลุ่มนักเตะชั้นยอด และ ทีมสต๊าฟฟ์โค้ชชั้นดีที่สนับสนุนผม
    อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นทุกอย่างก็ไปได้สวยมาก"

        อย่างไรก็ตาม เทรนเนอร์วัย 44 ปี รู้ดีว่า คำชมที่เขาได้รับมาในรอบคัคเลือก
    จะถูกลืมไปอย่างรวดเร็ว หาก อิตาลี ทำผลงานที่ ออสเตรีย และ สวิตเซอร์แลนด์ ไม่ดี
    "คุณต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ ตอนนี้ รอบคัดเลือก เป็นอดีตไปแล้ว และ
    ฟอร์มการเล่นที่แล้วมา ก็ไม่ทำให้เราได้เปรียบอะไรในรอบสุดท้าย ก็เหมือนที่แล้วมา
    เราต้องประเมินทีมเรากับคู่แข่งที่จะลงมาเล่นเพื่อสร้างปัญหาให้เรา
    มันไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่เลย เราแค่ต้องมีทัศนคติที่ถูกต้อง"

        โดนาโดนี่ ที่เพิ่งต่อสัญญาคุมทีมบ้านเกิดต่อไปอีก 2 ปี เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
    คงไม่ผิดอะไรหากจะคิดว่าพระเจ้าต่างร่วมกันกลั่นแกล้งเขา
    หลังจากทัพนักเตะแดนมะกะโรนีถูกจับสลากให้ไปอยู่กลุ่ม ซี
    ร่วมกับ ฮอลแลนด์, ฝรั่งเศส (อีกแล้ว) และ โรมาเนีย เขารู้ว่าทุกอย่าง
    ต้องไปได้สวยในการเตรียมทีมก่อนลงเตะแมตช์แรก กับ "อัศวินสีส้ม"
    ในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ ถ้าหากทีมของเขาจะมีโอกาสได้สัมผัสถ้วยแชมป์
    อีกใบในช่วงซัมเมอร์นี้

        "ความปรารถนาของผมเหรอ? ผมคิดว่ามันเห็นชัดอยู่แล้ว
    ผมอยากมีทีมที่อยู่ในสภาพร่างกายที่ดี เรื่องนี้เป็นจุดที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด
    ก่อนการแข่งขันรอบสุดท้าย หลังจากนั้นไป มันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรมากมาย
    ถ้าคุณเจอ ฝรั่งเศส, ฮอลแลนด์ หรือ ทีมอย่าง ออสเตรีย
    ถ้าคุณมีทีมอยู่ในสภาพร่างกายที่ดีที่สุด คุณจะเจอใครก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวเลย"

        "บิ๊กดอน" คงจะรู้สึกโล่งอกได้บ้าง ที่ มาร์โก แวน บาสเท่น
    อดีตเพื่อนร่วมทีม "รอสโซเนรี่" ทำหน้าที่เป็นแค่โค้ช เมื่อทั้ง 2 ทีมเจอกันที่
    เบิร์น เพราะกุนซือจากแดนกังหันลม เคยเล่นในศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2 สมัย
    ตอนที่ยังเป็นนักเตะและนำทีมบ้านเกิดเป็นแชมป์ยุโรปในปี 1988
    หลังจากที่ โดนาโดนี่ และ อิตาลี โดน สหภาพโซเวียต เขี่ยตกรอบตัดเชือกไปก่อนแล้ว
    "ผมคิดว่าประตูของ มาร์โก แวน บาสเท่น ในนัดชิงเป็น 1 ในประตูที่สุวยที่สุดเท่าที่เคย
    ยิงกันมาในรายการนี้เลยทีเดียว" โดนาโนี่ กล่าวถึงลูกวอลเล่ย์สุดเฉียบของ อดีตสตาร์ดัตช์

        เส้นทางอาชีพของแวน บาสเท่น และ โดนาโดนี่ นั้นคล้ายกันอย่างน่าขนลุกนับแต่นั้นมา
    หลังจากที่ช่วย มิลาน คว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยน คลับส์ คัพ 3 สมัย
    ทั้งคู่ต่างก็รับหน้าที่รั้งบังเหียนทีมชาติของตัวเอง แม้จะมีประสบการณ์ในการเป็นโค้ชระดับสูง
    ไม่มากก็ตาม โดนาโดนี่ เคยคุมทีมอย่าง กัลโช่ เลชโช่ 1912, ลิวอร์โน่ และ เจนัว ช่วงสั้นๆ
    ก่อนจะมาได้ตำแหน่งในทีมชาติอิตาลี แต่เขาก็รู้สึกว่าอาชีพค้าแข้งที่โดดเด่นช่วยเขาเตรียมตัว
    สำหรับตำแหน่งนี้ด้วย

        "การลงเล่นในศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เป็นประสบการณ์ที่สำคัญมาก
    สำหรับนักฟุตบอลแล้ว การมีส่วนร่วมในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ขนาดนั้นมีค่าเป็นอย่างยิ่ง
    ไม่ว่าผลงานจะเป็นยังไงก็ตาม ในปี 1988 เราแพ้ในรอบตัดเชือก และ 4 ปีต่อมา
    เราไม่ได้เข้ารอบ หลังจากพลาดจุดโทษในเกมชี้ชะตา อย่างไรก็ตาม
    ทั้ง 2 ครั้งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก"

        โดนาโดนี่ ได้ประโยชน์จากการลงเล่นภายใต้ 2 กุนซือจอมแท็กติกที่สุดของ
    วงการลูกหนังยุโรปอย่าง อาร์ริโก้ ซ้าคคี่ และ ฟาบิโอ คาเปลโล่ และ
    ตอนนี้ก็ยินดีจะส่งต่อความรู้ของเขาให้คนอื่นบ้าง "ผมได้รับประสบการณ์มากมาย
    ในอาชีพของผม และ โชคดีที่ได้เล่นให้โค้ชดีๆ หลายคน และ ได้เล่นกับเพื่อนร่วมทีม
    ที่ยอดเยี่ยม หน้าที่ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของผมคือแบ่งปันประสบการณ์
    เหล่านั้นให้กับพวกนักเตะ"

        สายตาที่มั่นใจของ โดนาโดนี่ เวลาอยู่ข้างสนามอาจเป็นกุญแจสำคัญให้กับ
    อิตาลี คืนชีพที่จะพึ่งแรงขับเคลื่อนจากนักเตะดาวรุ่ง หลังการอำลาทีมชาติไป
    ของแข้งสำคัญอย่าง ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ และ อเลสซานโดร เนสต้า
    รวมทั้งการที่ต้องเสีย ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ไปเพราะอาการบาดเจ็บ
    "พอคุณมาถึงขั้นนี้ คุณพยายามทำให้แน่ใจว่านักเตะทุกคนอยู่ในสภาพจิตใจที่เหมาะสม
    จากนั้น เท่าที่คุณขอได้ คือ ทีมโชว์ฟอร์มอย่างเต็มความสามารถ" สำหรับบรรดาแฟนๆ
    ที่เชียร์ทีม อิตาลี ให้คว้าแชมป์ ที่ เบอร์ลิน เมื่อ 2 ปีก่อน ซัมเมอร์นี้
    พวกเขาก็จะคาดหวังให้ทีมของ โดนาโดนี่ ทำผลงานไม่น้อยไปกว่าเดิม


    REF : www.siamsport.co.th


    ปล.ผ่านมาถึงรอบ 8 ทีม ผมเพิ่งหาทีมถูกใจได้ ครับ
        สรุปปีนี้ผมเชียร์ ตรุกี ครับ (ทีมสปิริตดูดี ที่สุดมั้ง) ฮ่า ฮ่า ฮ่า ~



    May 23

    ขออุทิศแชมป์นี้ แด่โศกนาฏกรรมที่มิวนิค

    ขออุทิศแชมป์นี้ แด่โศกนาฏกรรมที่มิวนิค




              หลังฟาดฟันกันมายาวนานนับปี
    ในที่สุดก็ได้เจ้าแห่งฟุตบอลสโมสรยุโรป
    (ยูฟ่า แชมเปี้ยส์ลีก 2008) ทีมใหม่
    เป็นที่เรียบร้อย นั้นก็คือ "ปีศาจแดง"
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ซัดจุดโทษดับ
    เพื่อนร่วมศึกพรีเมียร์ชิพ อย่าง เชลซี 6-5
    หลังเสมอ 1-1 ในเวลาปกติ และช่วงต่อเวลาพิเศษ
    ท่ามกลางความสนุก ตื่นเต้น ตลอดเกม 



              ในส่วนของเกมการแข่งขันคงไม่ต้องพูดถึง
    เพราะทุกท่านคงได้เสพกันแบบเต็มอุราจากสื่อแทบ
    จะทุกแขนง เพราะขนาด "Jamesdeen"
    คนข่าวแฟนพันธุ์แท้ "ผีแดง" ยังกลั้นใจไม่บรรยายถึงเกม
    เลยแม้แต่น้อยในหน้าสปอร์ตวาไรตี้ ดังนั้นจึงต้องเบนเข็มไปที่
    เบื้องลึก เบื้องหลัง ของเกมแห่งศักดิ์ศรีเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา
    ซึ่งก็มีมากมายหลากหลาย แต่ที่น่าสนใจ เห็นจะเป็น
    "สกายสปอร์ต" สื่อดังเมืองผู้ดี ที่ไม่ลืมให้คะแนน
    ความสามารถนักเตะทั้งสองทีม 11 นักเตะตัวจริง

    "ผีแดง" ประกอบด้วย



    เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ (7 คะแนน) -





              นายด่านเลือดดัตช์ ที่ถูกยกให้เป็น "United hero"
    ในค่ำคืนมหัศจรรย์ที่เขาโชว์เซฟ โดยเฉพาะจุดโทษ
    จนช่วยทีมเถลิงแชมป์ถ้วยใบใหญ่ยุโรปเป็นครั้งที่ 3
    ซึ่งผมว่าน่าจะได้ 9 คะแนนด้วยซ้ำไป

    เวส บราวน์ (7 คะแนน) -

              กองหลังเลือดผู้ดีรายนี้เล่นได้ตามมาตรฐานของตัวเอง
    แม้เกมรุกจะไม่โดดเด่นมาก แต่เกมรับถือว่าสอบผ่าน แถมยังมี
    จังหวะเปิดให้ โรนัลโด้ โหม่งประตูสุดสวย..

    ริโอ เฟอร์ดินานด์ (7 คะแนน) - 

              ทำหน้าที่กัปตันทีมอสูรแดงได้ดี แถมยังช่วย วิดิช
    ประกบติด ดร็อกบา จนแทมจะคายพิษสงไม่ออก
    แม้จะโดนตะคริวเล่นงาน แต่ก็ยังกัดฟันบู๊จนจบเกม

    เนมานย่า วิดิช (7 คะแนน) - 

              จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาทำให้ แมนฯ ยูฯ
    ประสบความสำเร็จ เกมนี้เล่นได้อย่างแข็งแกร่ง
    โดยเฉพาะจังหวะปะทะแย่งบอลกับ ดร็อกบา
    ที่ดูจะมุ่งมั่นเป็นพิเศษ

    ปาทริซ เอวร่า (7 คะแนน) - 

              เล่นได้ตามมาตรฐานของตัวเอง แม้จะไม่มีอะไร
    โดดเด่นเป็นพิเศษ แต่ก็ผนึกกำลัง โรนัลโด้ ได้ดี

    โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ (8 คะแนน) -



              ลงมาทำหน้าที่ของตัวเองตามแท็คติกที่เซอร์เฟอร์กี้
    กำชับได้อย่างดีเยี่ยม แม้ความเร็วไม่จัดจ้าน แต่ก็อาศัยจังหวะเปิด
    บอลกดดันคู่แข่งเป็นระยะ

    พอล สโคลส์ (8 คะแนน) -



              ทำงานหนักในแดนกลาง แม้ครึ่งหลังจะแผ่วไปบ้างตาม
    อายุอานาม แต่โดยรวมถือว่าใช้ได้

    ไมเคิ่ล คาร์ริค (7 คะแนน) - 

              พลาดโอกาสที่จะยิงให้ทีมนำ 2-0 ในครึ่งแรก
    และไม่โดดเด่นมากนัก

    คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (8 คะแนน) -



              ครึ่งแรกกระชากลากเลื้อย เล่นงาน เอสเซียง
    จนปั่นป่วน แต่ครึ่งหลังโดนประกบติด แถมมาพลาดจุดโทษ
    โชคยังดีที่ทีมชนะ มิฉะนั้นจังหวะโหม่งประตูให้ทีมนำ 1-0
    อาจไร้ความหมาย

    เวย์น รูนี่ย์ (7 คะแนน) - 

              พยายามเต็มที่เมื่ออยู่ในสนาม แต่มีสวนร่วมกับเกม
    ไม่มากนัก แม้จะมีจังหวะเปิดบอลสวยๆ แต่ก็ไม่เป็นประตู

    คาร์ลอส เตเวซ (7 คะแนน) - 

              พลาดโอกาสหลายครั้งที่จะทำให้ทีมนำ 2-0
    แต่ก็มีลูกขยัน ทุ่มเท ช่วยวิ่งไล่บี้คู่แข่ง แต่ดันไป
    สวมบท "จอมล็อค" ซะจน มาเกเลเล่ คว่ำ

    สำรอง -

    ไรอัน กิ๊กส์ (7 คะแนน) -



              งัดประสบการณ์ออกมาช่วยทีม และยิงจุดโทษได้เฉียบคม,

    นานี่ (6 คะแนน) -

    อันแดร์สัน (6 คะแนน) -

              ยิงจุดโทษด้วยจิตใจที่แกร่งเกินวัย 11 นักเตะตัวจริง


    "สิงห์บลูส์" ประกอบด้วย



    ปีเตอร์ เช็ก (7 คะแนน) -





              แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคือหนึ่งในสุดยอดนายทวารโลก
    แม้ไม่อาจช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ แต่ก็มีจังหวะเซฟสวยๆ
    ช่วยทีมหลายครั้ง

    มิชาแอล เอสเซียง (7 คะแนน) - 

              แม้จะพลาดในการประกบ โรนัลโด้ แต่ก็แก้ตัวได้
    นำมาซึ่งประตูตีเสมอ และครึ่งหลังเติมเกมรุกช่วย
    เพื่อนทำให้มีลุ้นหลายครั้ง

    ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ (7 คะแนน) - 

              เล่นได้ตามมาตรฐานของตัวเอง มีจังหวะสกัดช่วย
    เพื่อนหลายครั้ง และไม่เจอกับความกดดันสักเท่าไหร่

    จอห์น เทอร์รี่ (7 คะแนน) -



              แม้จะมีจังหวะสกัดโฉงฉ่างบ้าง แต่ลูกโหม่งสกัดจังหวะยิง
    ของ กิ๊กส์ ถือว่าสำคัญมาก เรียกว่าทำดีแทบจะทุกอย่าง
    แต่พระเจ้ากลับไม่เข้าข้าง เมื่อซัดจุดโทษสำคัญชนเสา

    แอชลี่ย์ โคล (7 คะแนน) - 

              มีความเร็วเป็นอาวุธเด็ด แต่ไม่ได้โชว์ศักยภาพ
    เพราะเจอแท็คติก เซอร์อเล็กซ์ ที่ย้าย โรนัลโด้
    ไปทางซ้าย แล้วให้ ฮาร์กรีฟส์ มาเปิดบอล
    แต่ก็ไม่มีข้อผิดพลาดอะไร

    โคล้ด มาเกเลเล่ (7 คะแนน) - 

              ทำงานหนักในแดนกลาง มีจังหวะตัดเกมช่วยทีม
    หลายครั้ง และน่าจะได้ตำแหน่ง "ขุนศอกไร้น้ำใจ"
    จังหวะชักศอกใส่ ฮาร์กรีฟส์ เต็มๆ

    โจ โคล (7 คะแนน) - 

              ไม่โดดเด่นมากในเกมรุก แต่ดูดีในครึ่งหลังที่ลงมาช่วยไล่
    โรนัลโด้ และดูจะไม่ถูกโฉลกกับ ลูบอส มิเชล เพราะทำ
    อะไรก็ไม่ถูกใจเชิ้ตดำสโลวักรายนี้เอาซะเลย

    มิชาเอล บัลลัค (7 คะแนน) - 

              โดดเด่นในแดนกลาง โดยเฉพาะครึ่งหลังจังหวะจ่ายให้
    แลมพาร์ด ยิงชนคาน และการยิงจุดโทษที่เฉียบคม

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด (7 คะแนน) -



              แม้จังหวะในเกมจะไม่โดดเด่น แต่ทุกครั้งที่ทีม
    ต้องการประตูเขามักจะทำได้ โดยเฉพาะจังหวะซ้ำๆ
    ที่ทำได้รวดเร็ว และเฉียบขาด แถมยังทำได้ดีในการ
    ยิงจุดโทษอีกด้วย

    ฟลอร็องต์ มาลูด้า (7 คะแนน) - 

              ไม่ต่างจาก โจ โคล มากนัก แทบไม่มีจังหวะหวือหวา
    อะไรให้ลุ้น ก่อนจะโดนเปลี่ยนตัวออก

    ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา (5 คะแนน) -



              มีโอกาสไม่มาก เพราะโดนประกบติด แต่ก็หาจังหวะ
    ยิงสุดสวย แต่ดันชนเสา ทว่าที่พลาดสุดๆ เป็นจังหวะไป
    เกาสิวแถวแก้มซ้ายให้ วิดิช จนถูกตะเพิดออก

    สำรอง -

    ชูเลียโน่ เบลเลตติ (6 คะแนน) - 

              ลงมาทำหน้าที่ได้ดี นั่นคือยิงจุดโทษ

    ซาโลมง กาลู (6 คะแนน) - 

              ในเกมไม่โดดเด่นมาก แต่ยิงจุดโทษได้คมกริบ 

    นิโกล่าส์ อเนลก้า (4 คะแนน) -



              แทบไม่มีส่วนร่วม แถมยังยิงจุดโทษพลาด



              ท้ายสุดต้องขอแสดงความยินดีกับ แฟนแมนฯ ยูฯ
    ที่คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยส์ลีก 2008 มาครอง และต้อง
    ขอแสดงความเสียใจกับ แฟนเชลซี ทุกท่านในที่นี้ด้วยครับ



    REF : www.siamsport.co.th
            www.espn.com
    May 04

    สดุดีดับเบิ้ลแชมป์อยู่แค่เอื้อม

    สดุดีดับเบิ้ลแชมป์อยู่แค่เอื้อม

    Man UTD vs Chelsea at Moscow

    Man UTD vs Chelsea at Moscow


        และแล้วก็ได้บทสรุปของ 2 ทีมที่จะได้ชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า
    แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาล 2007/2008 โดยปีนี้เป็นการพบกันระหว่าง
    "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ "สิงห์บูลส์" เชลซี 2 ทีม
    ที่กำลังขับเคี่ยวคั่วแชมป์ในศึกพรีเมียร์ชิพอังกฤษ..เสียด้วย..

        สำหรับฤดูกาลนี้ก็เป็นครั้งที่ 3 แล้วของถ้วยหูใหญ่ที่มีทีมจาก
    ประเทศเดียวกันมาพบกันเองในนัดชิงชนะเลิศหลังจากที่เปลี่ยนจากชื่อ
    ศึกยูโรเปี้ยนคัพ มาเป็น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พร้อมกับให้มีมากกว่า 1 ทีม
    จากแต่ละเทศเข้าแข่งตามแต่ค่าสัมประสิทธิ์ในเรื่องต่างๆ ที่ยูฟ่าคิดขึ้นมา
     
        โดย 2 ครั้งที่ผ่านมานั้นเป็นการ พบกันระหว่าง รีล มาดริด กับ บาเลนเซีย
    จากสเปน ส่วนอีกครั้งหนึ่งจากประเทศอิตาลี ระหว่าง เอซี มิลาน กับ ยูเวนตุส..

        แน่นอนครับสำหรับคู่ชิงครั้งนี้นับว่าเป็นมวยถูกคู่ ถูกกระดูก จริงๆ
    แม้ใครหลายคนอยากจะเห็นศึกวันแดงเดือดในเวทียุโรปมากกว่า แต่เมื่อ
    "หงส์แดง" ดั๊น..ไม่มาตามนัด (ฤดูกาลที่ แล้ว ผีแดง ก็ไม่มาตามนัด)..
    ก็เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับกันไปสำหรับแฟนหงส์ และ คอบอล ที่อยากเห็น
    ดรีมไฟน่อล...

        อย่างไรก็ตามสำหรับคู่นี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยยิ่งทั้งคู่กำลังแย่ง
    แชมป์ลีกในประเทศกันอยู่อย่างนี้..และเมื่อถึงวันชิงชนะเลิศ
    ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นั้นก็จะทราบกันไปแล้วว่าใคร จะสมหวังเวที
    ในประเทศก่อน.. อาจจะเป็นทีมใดทีมหนึ่งคว้าทั้ง 2 แชมป์
    หรือ แบ่งกันไปคนละแชมป์ก็เป็นได้...

        ทางด้าน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีม แมนฯยูไนเต็ด
    ที่สามารถนำทีมเข้าถึงนัดชิงเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี และเป็นครั้งที่ 2
    ของเขาได้ออกโวผีสมควรทะลุ ชิงแล้ว

        "มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก สโมสรแห่งนี้สมควร
    ได้ผ่านเข้าไปเล่นนัดชิงชนะเลิศ พวกเรามีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่
    และดูแฟนบอลเหล่านี้สิ มันมหัศจรรย์มาก มันเป็นงานที่ยากลำบากมาก
    ในช่วงท้ายเกม เพราะเมื่อพวกเขา (บาร์เซโลน่า) ตกเป็นฝ่ายตามหลัง
    และจำเป็นต้องเสี่ยงเปิดเกมรุกใส่"

        "แฟนบอลของเรา ยอดเยี่ยมกันจริงๆ เวลาที่แฟนบอลของเราคึกคัก
    แบบนั้น เราไม่เคยทำให้พวกเขาผิดหวัง พวกเขามีส่วนสำคัญมากเหลือเกิน
    พวกเขาบังคับให้เราต้องเล่น เกมนี้ เป็นฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมมาก
    เรามีนักเตะที่เล่นดีหลายคนมาก มันน่าเสียดายที่ต้องเลือกแค่คนเดียว
    ไม่ว่าจะเป็น เวส บราวน์, ริโอ เฟอร์ดินานด์ ซึ่งคุณอาจบอกชื่อแบ็กโฟร์
    ทั้งหมดเลยก็ได้ แต่สำหรับผม (คาร์ลอส) เตเวซ ยอดเยี่ยมจริงๆ
    หลายครั้ง เตเวซ และเขาก็กระตือรือร้นตลอดเวลา"

        ส่วนทางด้าน อัฟราม แกรนท์ กุนซือชาวอิสราเอล ของเชลซี
    ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสรด้วยการพาเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
    เป็นครั้งแรกได้ออกมากล่าวอย่างภูมิใจ

        "การสร้างประวัติศาสตร์ที่สโมสรแห่งนี้ ในการเป็นผู้จัดการทีมปีแรกของผม
    ท่ามกลางความยากลำบากทุกอย่างที่เราเจอ และ แนวทางที่เราสามัคคีกัน
    มีความหมายกับผมมาก มันไม่ใช่แค่เรื่องที่ดีเราได้เข้ารอบชิงชนะเลิศ
    แต่รวมถึงวิธีที่เราทำมัน ตอนนี้ผมอยากขอบคุณทุกคน ตั้งแต่เจ้าของสโมสร
    ไปจนถึงสตาฟฟ์ของผม"

        "ตั้งแต่วันแรก ผมก็ถูกเพ่งเล็งเยอะมาก ผมไม่ได้ต่อต้านสื่อ
    ผมเข้าใจเสียงวิจารณ์ในช่วงแรก หลังจากนั้นผมไม่เข้าใจ
    แต่ผมก็รู้ว่าผมต้องพิสูจน์มากกว่าอย่างอื่น เราสร้างประวัติศาสตร์
    ซึ่งสำคัญต่อสโมสรแห่งนี้มาก และ เราก็ยังมีโอกาสคว้าแชมป์"

        นอกจากนั้นแล้วเหล่าแฟนบอลทั้ง 2 ทีมจากประเทศอังกฤษ
    ก็ได้เฮกันเมื่อ ยูริ ลุซคอฟ นายกเทศมนตรีกรุงมอสโก แฟนบอล
    ชาวอังกฤษ จะได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ามาชมเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
    นัดชิงชนะเลิศ ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้
    ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีวีซ่าเข้าประเทศแต่อย่างใด

        โดยในตอนแรกหลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดปัญหาเรื่องความล่าช้า
    ในการขอวีซ่าเข้าประเทศรัสเซีย แต่ล่าสุด ลุซคอฟ ได้ออกมาเผยว่า
    แฟนบอลทีมผู้ดีจะได้ รับการยกเว้นเป็นกรณี พิเศษในครั้งนี้
    โดยขอให้มีเพียงหนังสือเดินทางและตั๋วนัดชิงชนะเลิศเท่านั้น
    ก็สามารถเข้าประเทศได้

        "มิเชล พลาตินี่ ประธานยูฟ่า ขอร้องให้เราให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่
    ในการออกวีซ่าให้กับแฟนบอลของทีมคู่ชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก
    เราตัดสินใจว่ากองเชียร์ 21,000 คน ของแต่ละสโมสรที่ลงเล่นนัดชิง
    จะสามารถเข้าชมแมตช์นี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีวีซ่าเข้าประเทศรัสเซีย
    เราได้แก้ปัญหาใหญ่ต่างๆ ก่อนเกมนัดชิงและคาดว่าจะไม่เจอกับความยุ่งยาก
    อะไรอีก ผม สามารถรับประกันได้เลยว่ามันจะเป็นการพักผ่อนดูฟุตบอล
    อย่างแท้จริงในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ที่กรุงมอสโก" ลุซคอฟ กล่าว

        เหลือเวลาอีกประมาณ 3 สัปดาห์ครับที่ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาล 2007/2008
    จะได้บทสรุปกัน สงครามแข้งระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เชลซี
    ในฤดูกาลนี้จะจบลงอย่างไรค่ำคืนวันที่ 21 พ.ค. ที่ลุซนิกิ สเตเดี้ยม
    ใจกลางกรุงมอสโกคำตอบทุกอย่างจะถูกตอบอย่างแน่นอน

    REF :
    www.siamsport.co.th
    May 01

    มีแฟนใหม่แล้วชื่อ SOA (Service-Oriented Architecture)

    มีแฟนใหม่แล้วชื่อ SOA (Service-Oriented Architecture)


             ฮึ่มม ช่วงนี้ทำงานดึกๆ แถมตื่นเช้าทุกวัน เจอลมหนาว
    ละอองฝน ลอยมาปะทะเป็นระยะเลย อากาศแย่จริงๆ ฝนตก
    พายุเข้ามา อาทิตย์กว่าๆแล้วสินะ (เห้ออ ปวดหัว - -")
    ทำงานไป ไม่สบายก็แล้ว จนหายกลับมาก็แล้ว***
    อากาศทุกวันนี้ปรับตัวลำบากจริงๆ

           ทำงานที่ Avalant มา ก็ผ่าน 6 เดือนไปแล้ว
    เมื่อไม่กี่วันนี้เอง ทำงานที่นี่ก็ดีเหมือนกัน ได้ความรู้ ประสบการณ์
    ลองผิด ลองถูก เยอะแยะเลย แถมมีพี่ๆ

    (Manager: พี่เอก,พี่ตั้ม,พี่เอส,พี่ปิง,พี่หม่อง,พี่หลิน) และ
    (TRU2C Project: พี่โป่ง,พี่เบนซ์,พี่หมวย,ไกด์) และ
    (TRU3C Project: พี่รักษ์,พี่ปาล์ม,พี่โอ,พี่เจตน์,บีม,หมู)

    ที่ใจดี มากๆ คอยให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกต่างหาก หุหุ
    ต้องขอบคุณพี่ๆทุกคนจริงๆ ครับ*

           จนผมมีโอกาสได้ Transfer มาทำงานอีก Project นึง

          "เห้ยย พี่.. ให้ผม Transfer ไป TRU3C: Project หรอครับ"
          "แล้วใคร จะดู App ที่ผมเขียนละครับ ทีนี้"

          "อืม น่าๆ เดี๋ยวเอกก็เป็นคนสอนให้เค้า อีกทีสิ นะ อืมๆ"

          "โอว เอางั้นหรอครับ พี่"

          "อืมๆ น่า เอาแบบนี้แหละ"
     
    .. ."จะไหวมั้ยเนี่ยะครับ พี่น้องครับ ประสบการณ์
    เริ่ม DEVELOPER ก็ไม่กี่เดือนเองตั้งแต่เข้ามาเนี่ยะ"

          "น่าๆ พี่เชื่อว่าเอกทำได้ นะ อืมๆ"

          "โห Project นี้ เป็น SOA Concept ซะด้วยสิ จะรู้เรื่องมั้ย เนี่ยะ กำๆๆ" << อันนี้คิดในใจ
          "งั้นเดี๋ยวลองดู ก็ได้ครับ ว่าจะเป็นไงมั่ง" << อันนี้ที่พูดออกมา ฮ่าฮ่า

          ฮึ่มม แล้วคราวนี้ของจริงซะด้วย SOA Concept
    ยังไม่เคยเห็นใครที่ไหน เค้าใช้เป็นจริง เป็นจังซักกะที
    ตอนนู้น ก็เคยแต่ ไป Training กับ IBM แต่คงไม่มีอะไร ยากนักหนาเกินกว่า
    ความสามารถเราหรอกนะ เง้อ*
     
    ชื่อ Project เต็มๆก็คือ

    TRUE : TRU06-3C :
    : Responsible for  FRONT-END DEVELOPMENT

    Development Tools
     - IBM WEBSPHERE PORTAL6.0
     - IBM TIVOLI LDAP5.0
     - IBM RATIONAL 7.0.0.4
     - ORACLE 10G

    Development Design Frameworks & Concept
     - Service-oriented architecture (SOA)
     - Web Service
     - AJAX (Asynchronous JavaScript and XML) with dojo third party
     - JAVA Programming

         ทีนี้คงต้องปูพรม หาความรู้ใหม่ๆอีกละลอกแล้วสินะ ไหนจะต้อง
    เรียนรู้ SOA Concept + Web Service อีก ฟื้นฟูวิชา JAVA Script Programming
    อีก (Project นี้ใช้ AJAX Control)  ฮ่า ฮ่า ฮ่า


    The Star 4 Final Round

    The Star 4 Final Round


         ในที่สุดการแข่งขันอันแสนยาวนาน ของ
    "The Star ค้นฟ้าคว้าดาว Season4" ที่กินเวลานับดูแล้ว
    ก็ประมาณ 6 เดือนเศษๆ ก็ผ่านการแข่งขันรอบสุดท้าย
    (วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน ที่ผ่านมา) ในที่สุดเราก็ได้ The Star
    คนใหม่ของเมืองไทยกันแล้ว 

         โดย ผลปรากฎออกมาว่า
    "แก้ม วิชญาณี เปียกลิ่น"
    The Star หมายเลข 4 นักร้องสาวผิวสีแทน ฉายา
    น้องสาวบิยองเซ่ของชาวใต้

         ได้รับคะแนนโหวตจากคนไทยทั่วทั้งประเทศ
    ชนะ หนุ่มอีสานหน้าหล่อ ทายาทนักการเมือง "รุจ ศุภรุจ เตชะตานนท์"
    The Star หมายเลข 8 ไปอย่างท่วมท้น

         โดยแก้มได้คะแนนไปทั้งสิ้น 61.17% ขณะที่
    รุจ หรือ ศุภรุจ เตชะตานนท์ ได้ไป 38.83% เท่านั้น



    /------------------------------------------------------------------------------------------------/


     

    แก้ม คว้า The star 4 มาครองได้สำเร็จ



    The Star 4



    แก้ม ล้างอาถรรพณ์ !! คว้า เดอะสตาร์4 หญิงคนแรก


              ในที่สุดก็รู้ผล The star 4 แล้ว โดย แก้ม หรือ วิชญาณี เปียกลิ่น สาวใต้ หมายเลข 4
    สามารถคว้าตำแหน่ง "เดอะสตาร์" ในปีนี้มาครองได้สำเร็จ สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นผู้หญิงคนแรก
    ที่ได้เป็นเดอะสตาร์ โดยได้คะแนนไปทั้งสิ้น 61.17% ขณะที่ รุจ หรือ ศุภรุจ เตชะตานนท์ ได้ไป 38.83%

             
    โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (27 เมษายน) หลังมีการโชว์มินิคอนเสิร์ตคนละ 35 นาที
    ให้แฟนๆได้เห็นฝีไม้ลายมือกันไปเต็มๆเมื่อค่ำคืนวันเสาร์ที่ 26 เมษายน กันไปแล้ว
    ก็มาถึงเวลาระทึกใจกับการประกาศผล "เดอะสตาร์ค้นฟ้าคว้าดาวปี4" ที่จัดขึ้น ณ อินดอร์ สเตเดี้ยม หัวหมาก 

              งานนี้ต้องบอกว่าได้รับการตอบรับแบบท่วมท้นจริงๆ เพราะมีแฟนๆมารับบัตรฟลุคแน่นการกีฬาแห่งประเทศไทย
    แต่มีเพียง 6000 คน เท่านั้น ที่มีโอกาสเข้ามาเชียร์แบบติดขอบเวที
            

              ก่อนที่จะประกาศผล 2 พิธีกร "แฟรงค์-เอก" ก็เชิญ 2 ผู้เข้ารอบสุดท้าย "แก้ม-รุจ" ออกมาโชว์เพลงสั่งลา
    เรียกคะแนนโหวตจากคนดูเป็นครั้งสุดท้าย 

             "แก้ม"วิชญาณี เปียกลิ่น หมายเลข 4 ออกมาโชว์พลังเสียงในเพลง "ขอเป็นคนของเธอ"

              ส่วนหนุ่มหล่อ "รุจ"ศุภรุจ เตชะตานนท์ หมายเลข 8 ออกมาครวญเพลง "อกหัก" กระชากใจสาวๆ

    The Star 4 



             
    และระหว่างรอผลการตัดสินเพื่อนๆทั้ง 6 คน ไม่ว่าจะเป็น "ต้น"ชยธร เศรษฐจินดา,
    "ภัทร"พรภัทร ก่อเกียรติตระกูล,"แม็ก"จิรายุทธ คันธยศ,"ดิว"อลงกรณ์ ต้นหนองคู่,
    "เม"ปวีณ์สุดา จันทร์เกษ และ "แป้ง"ณัฐณิชา ทิพยมณฑล ก็ออกมาแจมกับ "แก้ม-รุจ"
    รวมพลังโชว์เพลง "เพื่อดาวดวงนั้น" และเพลง "สิ่งดีดีที่เรียกว่าเธอ" เรียกเสียงกรี๊ดถล่มทลาย

              จากนั้น รุจ ก็ควงแขน แก้ม ออกมาบอกรักแฟนๆด้วยเพลง "รักเธอทุกวัน"
    ต่อด้วยเพลงจากอัลบั้มแรกในชีวิตของทั้งคู่ที่มาร้องให้ฟังกันอีกครั้งคนละเพลง
    จากนั้นก็ถึงเวลาของการระเบิดความมันส์กันอีกรอบ เมื่อเพื่อนๆผู้ร่วมแข่งขันทั้ง 6 คน
    ก็สลับผลัดเปลี่ยนออกมาสร้างความมันส์ให้กับแฟนๆ

              เริ่มต้นด้วย เม กับเพลง "ความดันทุรังสูง" พับผ่าสิ..เธอโชว์ลีลาได้เซ็กซี่และมันส์ชนิด
    ที่เรียกว่าสุดเหวี่ยงจริงๆ ตามมาด้วย หนุ่มดิว กับเพลง "พรหมลิขิต" ที่ทำเอาสาวๆกรี๊ดกันสนั่นลั่นอินดอร์ฯ
    มันส์กันต่อกับ "ต้น" ที่งัดเพลง "อย่าเล่นตัว" มาชวนขยับแข้งขยับขา
    "แม็ก-แป้ง-ภัทร" เลยแท็คทีมมามันส์ต่อด้วยเพลง "รักกันมั๊ย" ของ พี่เบิร์ด

       

    The Star 4



             
    แล้วจู่ๆ แฟนๆก็ต้องกรี๊ดกันลั่นฮอลล์อีกครั้ง เมื่อ "บี้"สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว ออกมาเซอร์ไพรส์
    นำทีมรุ่นน้อง "แก้ม-รุจ-ต้น-ดิว" โชว์เมดเลย์ "จังหวะหัวใจ" และ "Someone" เท่านั้นยังไม่พอ ปิดท้าย
    "เดอะสตาร์ทั้ง8" ยังขนเมดเลย์ทั้งเพลงซึ้ง เพลงสนุกมาให้แฟนๆมันส์กันแบบนันสต๊อป
    ก่อนจะมาลุ้นกับการประกาศผลว่าใครคือ "เดอะสตาร์คนที่4" ของเมืองไทย

             และแล้วนาทีระทึกใจที่ทุกคนต่างเฝ้ารอคอยก็มาถึง เมื่อพิธีกร เอก ประกาศออกมาว่า
    แต่น แตน แต๊น ..."แก้ม"วิชญาณี คือ เดอะสตาร์ในปีนี้ โดยได้คะแนนเฉือน หนุ่มรุจ ไปชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด
    คว้าแชมป์เดอะสตาร์หญิงคนแรกของเมืองไทยไปครอง โดยงานนี้มีผู้บริหารจากทางช่อง 9 อสมท.
    ผู้สนับสนุนรายการ รวมทั้งจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ซึ่งมี "พี่ดี้" นิติพงษ์  ห่อนาค มาเป็นผู้มอบรางวัล 

             ปิดฉากความสนุกบนเวทีเดอะสตาร์ 4 ครั้งนี้ นอกจากความยินดีกับ เดอะสตาร์ คนใหม่แล้ว
    เหล่าบรรดาคณะกรรมการ "พี่เพชร-พี่ม้า-พี่โจ้" ยังขึ้นมาร่วมสนุกเต้นกับ เดอะสตาร์ทั้ง 8 คน กันแบบสะใจ
    ทำให้บรรยากาศในอินดอร์สเตเดี้ยม ไม่มีคำว่าเศร้า มีแต่เร้าใจ และมันส์....เพียงเท่านั้น



    The Star 4



             
    อย่างไรก็ตามหลังได้เป็น เดอะสตาร์ คนใหม่ แก้ม ได้กล่าวว่า
    "ขอขอบคุณทุกคนมาก ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้แก้ม ขอบคุณค่ะ"
    ขณะที่แม่ของแก้ม ขึ้นกล่าวบนเวทีว่า
    "แม่ภูมิใจในตัวน้องแก้มตลอด
    อยากให้ลูกตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ลูกฝันจะทำอะไร
    สิ่งหนึ่งที่แม่บอกลูกเสมอคือ ความรับผิดชอบ แก้มทำอะไร คือ ตั้งใจทำ
    และทำให้ดีที่สุด ทำด้วยใจ ลูกของแม่ แม่บอกได้ตลอดว่า
    ลูกคิดอะไรในสิ่งที่ดีๆ ทำดีๆ ผลลัพธ์ดีๆ ก็จะกลับมาสู่ลูกเช่นกัน" 

             ส่วน รุจ ได้กล่าวแสดงความยินดีกับแก้มด้วยว่า "ขอดีใจกับน้องด้วย
    ความจริงน้องเป็นคนที่มีความสามารถสูง ผมก็แอบเชียร์อยู่เหมือนกัน
    อยากให้น้องเติบโตเป็นศิลปินที่โด่งดังต่อไป"  

             ทั้งนี้ "แก้ม" สาวผิวคล้ำร่างอวบวัย 19 ปี เกิดที่ จ.ภูเก็ต จบชั้น ม.6
    จากโรงเรียนสตรีภูเก็ต และอยู่ระหว่างวางแผนเรียนต่อในระดับปริญญาตรีด้านการร้องเพลง
    ในระหว่างการแข่งขันได้รับฉายาให้เป็นน้องสาวบียอนเซ่ นักร้องสาวชื่อก้อง
    จากพลังเสียงที่ทรงพลัง และเป็นศิลปินที่เธอชื่นชอบเป็นพิเศษ อนาคตแก้มใฝ่ฝันอยากเป็น
    นักร้องและครูสอนร้องเพลงที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ 




    รุจ The Star



             
    ขณะที่ รุจ ทายาทนักการเมืองวัย 23 ปี เกิดที่ อ.เมืองพล จ.ขอนแก่น
    กำลังศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
    ตลอดการแข่งขันรุจได้รับคะแนนนำในลำดับต้นๆ มาโดยตลอด

              อีกทั้งยังได้รับการขนานนามให้เป็นหนุ่มผู้มากับเสียงกรี๊ด ด้วยความที่หน้าตาดีเป็นทุนเดิม

              ศิลปินที่รุจชื่นชอบเป็นพิเศษคือ มาโกโตะ วงลูซิเฟอร์ ตูน บอดี้สแลม และ บอย พีซเมคเกอร์
    ความใฝ่ฝันคือการได้เป็นนักร้องร็อกอย่างใจฝันแม้ว่าหน้าตาและบุคลิกจะดูขัดกับแนวเพลงที่ชอบก็ตาม
            


    Reference: www.kapook.com
                   www.gmember.com

    April 05

    Sora Aoi

    Sora Aoi

    Sora aoi ในหนังไทยเรื่องแรก "ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น"




          ไม่รู้หนุ่มไทย จะดีใจหรือเสียใจดี ที่นางเอกหนัง AV ชื่อดัง แดนปลาดิบอย่าง ''โซระ อาโออิ''
    หรือที่รู้จักกันดีในนาม ''น้องอ้อย'' ที่หนุ่มไทยต่างใฝ่ฝัน กำลังจะก้าวเข้ามาเป็นนักแสดงภาพยนตร์ไทย
    ของค่าย ''จีทีเอช'' เรื่อง ''ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น'' ซึ่งดูไปแล้วก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี
    เพราะโอกาสที่หนุ่มไทยจะได้ยลโฉมตัวจริงเสียงของเธอ คงไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป 



          แต่ที่น่าเสียดาย (แทนหนุ่มๆ ) คือ สาว ''อาโออิ'' เธอประกาศแขวนเต้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วนี่สิ
    และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำไม ''ย้ง-ทรงยศ''  ผู้กำกับฯ มากฝีมือ ถึงได้ตัดสินใจดึงเธอมาเล่นหนังรักใส
    สไตล์วัยรุ่นเรื่องนี้ และเพื่อให้คนไทย (ที่ไม่พิสมัยหนังโป๊) รู้จักเธอมากกว่านี้ 

          วันนี้สยามดาราอาสาพาไปทำความรู้จักประวัติของเธอดูซักหน่อย
    อย่างน้อยก็ช่วยให้คอหนังที่กำลังจะดูเรื่องนี้รู้จักกับเธอมากขึ้น



    ชื่อ : โซระ อาโออิ (Aoi Sora)

    วันเกิด : 11 พ.ย. 2526

    ส่วนสูง: 155 ซม.

    หน้าอก: 90 ซม.(คัพ F)

    สะโพก: 83 ซม.

    กรุ๊ปเลือด: B (บี)

    งานอดิเรก: ดูหนัง, เต้นรำ และเล่นบิลเลียด  

    ความสามารถพิเศษ: การเพนต์สี

    อาหารจานโปรด: แฮมเบอร์เกอร์


    รูปภาพประกอบ:








        


        


    Reference: www.mthai.com
                   www.hi5.com

    March 29

    คุณ รู้สึก อย่างไร เมื่อความรัก ถูก ทอดทิ้ง


    คุณ รู้สึก อย่างไร เมื่อความรัก ถูก ทอดทิ้ง















    ขอให้ปิดเทอมนี้ ทุกคน สมหวังกับความรัก นะครับ***


    March 01

    กันและกัน

    เนื้อเพลง : กันและกัน เพลงประกอบภาพยนตร์ รักแห่งสยาม

    ถ้าบอกว่าเพลงนี้ แต่งให้เธอ เธอจะเชื่อไหม
    มันอาจไม่เพราะ ไม่ซึ้งไม่สวยงามเหมือนเพลงทั่วไป

    อยากให้รู้ ว่าเพลงรัก ถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้
    แต่กับเธอคนดีรู้ไหม ฉันเขียนอย่างง่าย...ดาย

    เธอคงเคยได้ยินเพลงรักมานับร้อยพัน
    มันอาจจะโดนใจ แต่ก็มีความหมายเหมือนๆกัน

    แต่ถ้าเธอฟังเพลงนี้ เพลงที่เขียนเพื่อเธอเท่านั้น
    เพื่อเธอเข้าใจความหมายแล้วใจจะได้มีกันและกัน

    มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย
    และที่ผ่านมาฉันใช้เวลาเพื่อหาความหมาย

    แต่ไม่นานก็เพิ่งรู้ เมื่อทุกครั้งที่มีเธอใกล้
    ว่าถ้าชีวิตคือทำนอง เธอก็เป็นดังคำร้องที่เพราะและซึ้งจับใจ

    ให้มันเป็นเพลง บนทางเดินเคียง ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน
    อยู่ด้วยกันตราบนานๆ ดั่งในใจความบอกในกวี

    ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง
    คือทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจ ฉันมีปลายทาง

    มีทางเดินให้เราเดินเคียง และมีเสียงของเธอกับฉัน
    มีทางเดินให้เราเดินร่วมเคียง และมีเสียงของเธอกับฉัน

    February 11

    เดือนแห่งความรัก... ของคนไร้รัก

    เดือนกุมภาพันธ์...

    เดือนนี้เป็นเดือนของคนที่มีความรัก
    เป็นเดือนแห่งคู่รัก...
    แล้วคนที่ไม่มีความรักละ... จะทำอะไรดีในเดือนนี้

    ฉันคนนึงละ ที่ไม่มีความรัก
    ความรักเป็นอย่างไร ไม่รู้จักมันมานานมากแล้ว
    ความรักเปรียบเสมือนเป็นคนแปลกหน้า
    ที่ไม่เคยเจอกันมานานมาก จนแทบจะจำกันไม่ได้แล้ว

    นานเหลือเกิน... ที่ความรักเดินจากไป
    เดินไปไกล แล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะหันกลับมาหาฉันเลย
    ฉันเหงา... แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร



    ความรัก... มีขายไหม
    มีขายที่ไหน... ใครช่วยบอกที

    ตอนนี้เหมือนฉันกำลังตามหาความรัก
    แล้วก็เหมือนว่าความรัก... กำลังเล่นซ่อนหากับฉันอยู่



    ถ้าเหนื่อยกับการตามหา... ก็หยุดเถอะนะหัวใจ
    หยุดวิ่งตาม... หยุดไขว่คว้า อยู่นิ่งๆ อยู่กับตัวเอง

    เดือนแห่งความรัก...
    ไม่ได้มีความหมายอะไรสักเท่าไหร่
    เพราะยังไง... คนอย่างฉันก็... เป็นคนที่ไร้ซึ่งความรักอยู่ดี


    reference to: www.kapook.com