Artit's profileHi! e^a^kPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
July 03 spring 2.0 ฆ่า กุ เลย ดีกว่าspring 2.0 ฆ่า กุ เลย ดีกว่า เผลอนิดเดียว นี่เวลา ปีนี้ ยังไม่ได้ทำอะไร เป็นชิ้น เป็นอัน เลยเรา เวลาผ่านมาก็เข้าเดือน 7 ซะละ ไม่ใช่ๆ ออกไปทำงาน (ตามไซด์ลูกค้า ที่ต่างๆ มากมายหลากหลายแห่ง เหลือเกิน ตอนนี้ ก็ได้ที่สิงสถิตย์ กับเค้าซักที ถึงจะเป็นโปรเจ็คสั้นแค่ 1-2 เดือน ก็เหอะ แต่ก็ยังดีกว่า ต้องระหก ระเหิน เดินทาง ไปๆมาๆ เหมือนแต่ก่อน แต่ใครจะไปเชื่อว่า บ้านอยู่รังสิต ต้องมาทำงานที่ บางนา กม.21 <<< อะไรนะ ! $@#$@$%^#@#U%^ ฟังไม่ผิด ใช่ไหม เนี้ยะ (อีกนิดเดียว เลยไปหน่อย ก็บางปะกง แล้ว) >>> จะเอายังไง กับชีวิตละทีนี้ ยังดีที่บริษัทลูกค้า มี "รถโรงเรียน" รับ/ส่ง ถึงที่นะไม่งั้น งานเข้าของแท้ แน่นอน ถึงยังงั้นก็เหอะ จากเมื่อก่อน 8 โมงเช้า เพิ่งจะบิดขี้เกียจรอบ 2 อยู่บนเตียง แต่มาวันนี้ เวลาเปลี่ยน อะไรๆ ก็ต้อง เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา มันคือ สัจจะธรรม ที่ต้องเป็นไป >>> อาเมนน ><'' ถึงงาน จะไม่เข้าโดย ตรงแต่ มันก็เข้าทางอ้อม เหมือนกัน ปัจจุบัน ทุกวันในเวลา 5.00 AM ข้าพเจ้า ก็ต้องเด้งขึ้นมาจากที่นอน โดยระบบอัตโนมัติ ไม่มีเวลากระทั่ง จะง่วงหงาว หาวนอน ToT เพราะถ้าออกจากบ้านช้ากว่ากำหนด นั่นหมายความว่าไปขึ้น "รถโรงเรียน" (ขึ้นรถไม่ทัน มีหวังงานเข้า >>>ไปสาย<<< อย่างไม่ต้องสงสัย) แต่ในความเลวร้าย ก็ต้องมีความดี ในโลก ก็ต้องไม่มีสมดุล อยู่ได้ (เพ้อเจ้อ อะไรนักหนา เนี่ยะตุ = =*) ไม่ใช่ อะไร จะเข้าเรื่องซักที "spring 2.0 ฆ่า กุ เลย ดีกว่า" ที่ตั้งหัวเรื่องไว้แบบนี้ ก็เพราะว่า โปรเจ็คที่ ผมได้มีโอกาส มาทำโปรเจ็คใหม่นี้ มี Technology (ใหม่ รึปล่าว หว่า? มันมาได้ 3-4 ปี ละ ตุไปอยู่ที่ไหน ที่ให้ ผมได้เรียนรู้ เพิ่มเติม ให้สมองของผม ได้ทำงาน (หลังจาก สมองไม่สั่งการมา หลายเดือน 55+) โดย Spring นั้น คืออะไร ก็พอจะได้ยินมาก่อน ว่าคือ "ฤดูใบไม้ผลิ" นั่นเอง << จะบ้าหรอ แก ! ไม่ใช่ๆ จะขำ ไปไหน นักหนา Spring มันเป็น Framework ในการพัฒนา J2EE Application (งง ไปใหญ่) อ่านข้อมูลเพิ่มเติม เอาเอง ตาม link ด้านล่าง จะดีกว่า ยังไง ก้าวผ่านมาครึ่งปี เหลืออีกไม่กี่เดือนก็จะสิ้นปีอีกแล้ว แต่ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็คงต้องสู้กัน ต่อไป สินะ สู้ๆๆ อาทิตย์ REF: http://www.springsource.org/ http://en.wikipedia.org/wiki/Spring_framework/ February 27 Hamburger Crisis 2009Hamburger Crisis 2009ช่วงนี้ ใกล้เข้าหน้าร้อน แล้วสินะ ดูจากอากาศ ที่เปลี่ยนแปลง (อุณหภูมิ สูงขึ้นกว่าต้นปี มากๆ) จากที่ ทำงาน อยู่ในห้องแอร์ หนาวๆ ออก มาเจอแดดร้อนๆ อากาศอบอ้าว เล่นเอา จะจับไข้ ซะแล้วสิ - - และที่พ่วงมากับอากาศที่ร้อนแบบนี้ ก็เห็นจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจ ของปีนี้ เล่นเอา ร้อนเนื้อ ร้อนตัว กันเป็นแถว ไล่มา ตั้งแต่ เพื่อนสนิท ของเราหลายๆคน โดน มรสุมเศรษฐกิจ กระทบกับตัว (ไม่เว้นเรา ด้วย - -*) ที่เค้าบอกว่า ปีนี้ "เผาจริง" คงจะไม่ใช่ แค่การคาดคะเน ซะแล้วละสิ 55 โดนไปเต็มๆ จาก เพื่อน ที่มีงาน มีเงิน ไว้จับจ่ายใช้สอย ไม่ขาดมือ ใช้เงิน แบบ .. "ตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำ" >>> มาวันนี้ ใกล้สิ้นเดือนที่ 2 ของปี งานไม่มี = เงินไม่มี บ่นๆ กันมา เป็นเดือน ยังหางาน เอาเงิน มายาไส้แห้งๆ ยังไม่ได้ นึกจะขำ ก็ขำ นึกอยากจะร้องไห้ ก็น้ำตาตกใน *^* โดน กันเป็นแถบๆ เดือนนี้ โปรเจ็คที่ทำอยู่ ก็มีอันจรรี ด้วยเหตุผล ข้างต้น T^T วันนี้ วันศุกร์ สิ้นเดือน ซะด้วย แทนที่ จะออกไป แรด เหมือนๆแต่ก่อน ก็จำใจ ต้องกลับมา นั่งแหง่ว อยู่บ้าน ท่องไว้ "ประหยัด รัดเข็มขัด" 555 แม้ จะท่อง คาถา นี้ประจำ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พอแวะไป มองที่ บัญชี รายรับ-รายจ่าย ที่ขยันที่เข้าไว้ โอ้วว ... . แดง เต็มกระดาน ฮ่าๆ ประหยัดอะไร รายจ่าย > รายรับ ภาษา ของ พวกบัญชี เค้าคงจะบอกว่า ตัวเลข อย่างงี้ มีแต่ เจ๊งกับเจ๊ง O_o ส่วนมาก การใช้จ่าย จะหมด ไปกับ การบันเทิง เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ออน. ^อ้าว ไม่ใช่ๆๆ ซะส่วนใหญ่ เหอๆ+ และ อีกอย่างก็เห็นจะเป็น เรื่องค่าหมอ ค่าหยูกยา นั่นแหละ ปีนี้ อายุเข้าเลข 25 แล้ว เห็น โบราณ ว่าอาถรรพ์ บรื๋ออ + + เริ่มแรกตั้งแต่ ต้นปี เริ่มสร้างวีรกรรม เมาแล้วดันขับรถ ข้ามจังหวัด กลับบ้าน ดึกๆ ดื่นๆ จนทุกวันนี้ แม่ ก็ยังบ่น ไม่้้เลิก ไม่มีแม้ โอกาสจะจับ กุญแจ รถ *~* พักหลังมานี้ สุขภาพ ย่ำแย่ จริงๆ คงเป็นเพราะ ทำงาน ไม่เคย ได้ออกกำลังกาย เหมือนเมื่อก่อนนี้ (ไม่ฟิต) รู้สึกว่า สุขภาพ ตัวเอง ตกต่ำ ลงเรื่อยๆ เมื่อวันก่อน ไปเตะบอล กับเพื่อนไกด์ มา 55 ศูนย์หน้าผ้าเย็น วิ่งไป วิ่งมา 2 รอบ หัวใจแทบวาย หลายๆอย่างๆ ทำให้เราต้องขยัน มากขึ้น ทุ่มเท มากขึ้น (อย่างที่ไม่เคย มาก่อน*) เมื่อก่อน เคยได้ิยินคำว่า "สร้างเนื้อ สร้างตัว" ~ ก็ไม่เข้าใจ คืออะไร วะ "สร้างเนื้อ สร้างตัว" ไม่เห็นจำเป็น แต่ พอมาวันนี้ ก็พอจะเข้าใจ ได้บ้าง ถึงยังไม่เข้าใจทั้งหมด ก็เถอะ ปีนี้ เรื่องที่จำเป็น ต้อง โฟกัส ให้ชัดๆ ก็เห็นจะเป็น เรื่อง "Hamburger Crisis" นี่แหละ (ความจริง โฟกัส มาตั้งแต่ ปีก่อน แล้วด้วยซ้ำ) ตอนแรกเข้าใจว่า มันไม่น่ากระทบ กับเราเท่าไหร่ แต่จาก ที่ผ่านมา 2 เดือนนี้ >>>> โดน เต็มๆๆ ><" ยังไง ขอให้ ทุกๆคน ผ่านพ้น วิกฤต นี้ไปให้ได้ นะครับ โชคดี ครับ ^.^ January 12 ทริป ทำบุญ ไหว้พระ 9 วัดทริป ทำบุญ ไหว้พระ 9 วัดเมื่อวานนี้ เราก็ถือฤกษ์ดี ในวันปีใหม่ มีโอกาสได้ ออกไปทัวร์ทริปทำบุญ ไหว้พระ 9 วัด ... กัน ^~^ กับพี่ๆ ที่อ็อฟฟิส ทั้งคณะที่ลงทะเบียนก็มีกัน ดังนี้ 1.พี่ซูม (อันนี้ซูมสาวๆ รึปล่าว?) หรือพี่เอกกี้ หรือพี่เกรียน2 W ^~ฉายาเยอะจัง (อันนี้เป็นตัวตั้ง ตัวตี ชวนๆกันมาไหว้พระ*) 2.พี่อ๊อฟแอ๊ฟ (เป็นพี่ คนที่จัดแคมเปญงานนี้ ขึ้นมา 55) 3.พี่ออย (พี่สาว คนข้างบน เค้าา + +) 4.พี่หนุ่ย (พี่ที่ชอบอนุรักษ์โลก โดยการขี่จักรยาน ไปทั่วทั้ง กทม.) ^ถามได้จาก คนกวาดขยะ หลายๆเขต รู้จักแก ดี เอ้ยย ล้อเล่นน พี่ ๆ -*- อ้อๆ ได้ข่าว นครยายกพี่แก ก็เคยปั่น ไปมาเมื่อไม่นานมานี้ 60 กม. ฟิตเกิ๊นน ~ 5.พี่ทีด้า (ไม่ใช่ โฆษณารถยนต์ หม่อมปลื้มนะ 55 พี่ๆ เค้าเรียกกัน งี้ อะ) 6.พี่ก้อย (อันนี้ ไม่มี อะไร จะแซว นอกจาก โสล่ง ที่วัดพระแก้ว Mix & Match พี่ๆ ~^) 7.แล้ว ก็สุดท้าย ตัวผม นั่นเอง ปล.มีสมาชิก อีกหลายท่าน ที่ติดธุระมาไม่ได้ เช่น พี่เกรียน (อันนี้ โทรไป ปิดโทรศัพท์เฉย เกรียนมากๆ ^^*) แต่ก็ขออนุโมธนา บุญ ด้วยแล้วกัน ครับ ~ เช้าวันอาทิตย์ ที่อากาศเย็นๆ ท้องฟ้าแจ่มใส ผม ก็สะดุ้ง ตื่น ลุกขี้นมาจากที่นอน หมอนมุ้ง ตอน หกโมงเช้าพอดี ZzzZZzzZZZZZZzZZz เห้ยย มีนัดกันที่วัดพระแก้ว ตอน เก้าโมงเช้านี่นา จะไปทันมั้ย เนี้ยะ ห้าๆๆ ว่าแล้ว ก็ติดสปริงเด้งขึ้นมา จากเตียง ... โอ้ย หนาวๆ หลังๆ 2-3 วันมานี้ ทำไม อยู่ดีๆ อากาศหนาวๆ ขึ้นมานะ อยากนอนต่อ T^T <<< อันนี้คิดในใจ นั่งทำใจ ซักพัก -*- ก่อนไป อาบน้ำ 55+ อาบน้ำ แปรงฟัน ฮัมเพลงไป อะไร ไป เอ้ยย เจ็ดโมงแล้วว !$^&@!~^# สายแล้วๆๆ จะไปทันมั้ยๆ T^T หลังจากแต่งองค์ ทรงเครื่องอะไร เสร็จแล้ว ก็ไปหยิบเจ้า D80 คู่ใจ << มานึกได้ ตอนหลัง อ้าว ลืมชาร์ทแบตฯ ไปนี่หน่า ทริปนี้เลยถ่ายภาพ ไปตาม ยถากรรม ตามที่แบตฯ จะเอื้ออำนวย เหอๆ+ ตัดมาฉากหลังจาก ที่ออกมานอกบ้านแล้ว ต่อรถไป ต่อรถมา นั่งรถ ลงเรือ ขี่ม้า ขี่ลา ??? <<< เอ้ยๆ ไม่ใช่ๆ อะไร จะหลังเขาขนาดนั้น บ้านคนนะ ไม่ใช่ทุ่งนา* เฮ้ออ แล้วก็มาถึงที่สนามหลวง ณ เวลา แปดโมง(เช้า) ตรง ... เค้านัดกัน เก้าโมงเช้านี่หว่า เจือกมาทำไรก่อน ตั้งชั่วโมงนึงเนี้ยะ .. ฮาา ลงรถมาก็เดินต๊อกต๋อย อยู่พักนึงและแล้ว เสียงโทรศัพท์ ก็ดังขึ้น กริ๊งๆ ... กริ๊งๆ (เหมือนเสียงโทรศัพท์บ้านๆ ยังไง ไม่รู้ -*-) ผม: "ฮัลโหล ครับ พี่อ๊อฟ (พี่ที่ทำงาน ที่น่ารัก ที่ซู้ดดด ~)" พี่อ๊อฟ: "ฮัลโหล นาย นี่นาย ถึงไหน แล้วน่ะ ? (งัวเงียๆ ขมุกขมัว)" ผม: "อ๋อ ผมอยู่สนามหลวง แล้วครับ พี่ล่ะครับ ?" พี่อ๊อฟ: "โห นาย มาถึง ไวมาก เดี๋ยวพี่โทรตาม เพื่อนๆ ก่อน.. . ZzzZzzZ" พี่อ๊อฟ: "นาย กินอะไร รึยัง หาอะไร กิน ก่อนก็ได้ น้าาา ~*" . . . ผม: "อ๋อ ผมยังไม่ได้กิน ครับ ยังไง เดี๋ยวผมไปหา อะไรกินก่อน ละกันครับ" ผม: "ถ้าพี่ๆ มาถึงเมื่อไหร่ โทรมานะครับ + + เดี๋ยวผม ไปรอ ข้างในวัดละกันฮะ" พี่อ๊อฟ: "ได้จ้าๆๆ ^ ^" บทสนทนาจบที่ตรงนั้น หลังจากวางสายโทรศัพท์ ผมก็เดินไปหาอะไร รองท้อง ก็ได้ ร้านบะหมี่ ตรงข้าม ประตูทางเข้าวัดพระแก้วฯ เป็นที่ "ยึดเหนี่ยว" ท้องที่กำลัง ร้องดัง "จ้อกๆ (แปลว่า หิวแล้วๆ) อยู่" 55 กินบะหมี่ ชามน้อย อยู่แค่ไม่กี่วินาที ขณะที่ท้องน้อยๆ ยังร้องจ้อกๆ(แปลว่า หิวแล้วๆ) อยู่เลย (เพราะ เจ๊แกใส่มาน้อยจริงๆ ถ้าไม่บอกว่า บะหมี่ จะนึกถึง ก๋วยเตี๋ยวเรือ อนุสาวรีย์ ชามละ 7 บ. = =) หมดชาม ก็จ่ายเงิน (ค่าเสียหาย 32 บาทไทย = บะหมี่ 30 บ. น้ำเปล่า 2 บ.) แล้วก็เดินข้ามถนน มาลิ่วๆ มาหน้าประตูทางเข้าวัดพระแก้วฯ ยืนแหงนหน้า มองประตู สลับกับหน้าพี่ทหาร ที่แกเฝ้ายามอยู่ อย่างแข็งขัน - Yes Sir !!! <- อันนี้ เติมเอง คริคริ ^^" ซักพัก ผมก็ตัดสินใจ ปะ ไหนๆ พี่ๆก็ยังไม่มากัน เราลุยเข้าไปก่อนเลย ละกัน (ตามๆ คนอื่นเค้าไป ไอ้เรา ก็เคยมากับเค้าซะที่ไหนละ เดี๋ยวหลงๆ 55+) . . แว่ป ถ่ายรูป มุมนั้น มุมนี้ แว่ปๆ ดูลาย ภาพเขียนที่ผนัง + + . แว่ปๆ แอบไป ฟังไกด์ ทัวร์ เค้าบรรยาย ประวัติของวัด ให้ฝรั่งฟัง รู้เรื่องมั่ง ไม่รุ้เรื่องมั่ง (แต่ที่รู้ๆ มันดี ตรง "ฟรี" นี่เอง ~*) . รอ ร๊อ รอ .. สัปหงก มั้ง อะไร มั้ง ... ZzZZzZzZZz <<< อันนี้ ไม่มี๊ ไม่ มี /\ . . ข้ามไปตอนเวลา 10.30 น. (หลังจากที่ผม มาถึงสนามหลวง 2 ชม.) สมาชิกทุกๆ คน ก็มากันพร้อมหน้า พร้อมตา พร้อม ตะลุย ทริปไหว้พระ 9 วัด สมอย่างตั้งใจ ทุกท่าน ^~^ . เดินเข้าวัดนู้น ออกวัดนี้ . . หลงทางกัน มั้ง . แวะหา อะไร กินข้างทาง มั้ง . . เดินๆ ลงเรือ ขึ้นตุ๊กๆ มั่้ง ชิว ชิว ~ . (จิ๊บๆๆ . . เสียงนกบินกลับรัง แบบนี้ อะป่าวหว่า + + ช่วงตะวัันลับตา ใกล้พลบค่ำ /) . ท้ายที่สุด ทริปนี้ จบลงเกือบเวลา 18.00 น. ผมและคณะเดินทาง ก็ไปไหว้พระ ทำบุญ กลับมา ได้แค่ 7 วัดเอง เนื่องจาก "เมื่อใดเห็นตามที่เป็นจริง ด้วยปัญญาว่าสังขารเป็นของไม่เที่ยง" (สัมเพ สังขารา อนิจจา ติยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ) ^ได้เรียนรู้ พุทธสุภาษิต บทนี้ มาอย่างลึกซึ้ง ทีเดียว T^T อัน ได้แก่ 1.วัดวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) 2.ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร 3.วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) 4.วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร 5.วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร 6.ศาลเจ้าพ่อเสือ 7.วัดสุทัศเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร แหะๆๆ บอกซะละเอียด เลยนะ ^~^ อย่างที่บอกไปว่า ได้เท่านี้ อ่า สังขาร ไม่ไหว จริงๆ อุอุ *~* (ขอบอกว่า เมื่อยมากๆๆ T T โดยเฉพาะ Highlight ที่ขึ้นพระปรางค์ วัดอรุณฯ* ชาตินี้จะไม่มีวันลืม เลย O-O ชันมากๆๆ และขาลง มองลงมา สูงมากๆๆ เสียว ล่วงลงมา = =) แต่ว่า ยังไงก็ได้อธิฐาน ขอพร เผื่อทุกๆคน ที่ผมได้รู้จัก ด้วยน้า ~ สาธุ January 09 first time with my D80 (revise)first time with my D80 (revise) ย้อนไปสมัย ตั้งแต่ เป็นเด็ก เป็นเล็ก สมัยยังเรียน ป.1 - ป.2 (เวลามันผ่านมาได้ยังไง ตั้งเกือบ 20 ปีเนี้ยะ) <<< นึกย้อนไป นานทีเดียว เท่าที่ผมจำความได้ วิชาที่ผมชื่นชอบ ก็ไม่ัพ้น วิชาที่ได้ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงๆ ไอ้ครั้นที่จะเรียนวิชา พวก ท่องๆจำๆ คำนวณ หัวมันก็ไม่ค่อยจะทันใครเค้า ซักเท่าไหร่ สมัยประถม ก็ยังพอจะมีประกาศณียบัตรเรียนดี เรียนเก่ง ส่งมาให้ป๊าและแม่ ที่บ้านชื่นชม เป็นพักๆ ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเรียนไป เล่นไป ยังๆไงๆ ก็ได้เกรด 4 เกือบทุกตัว เพื่อนๆมีใครเป็นเหมือนผมมั้ย ? แต่พอผ่านมาสมัยมัธยมนี่สิ ทำไม ยิ่งเรียนเกรด ยิ่งตกๆ 55+ (แต่มันก็เป็นอดีตที่ผ่านมานานแล้ว) สงสัย ความเป็นวัยรุ่น มันชวนผม ให้เดินหลงทิศ หลงทาง ไปในที่ อโคจร (เป็นบางครั้ง) ร้านที่ว่า ก็ไม่พ้นร้านเกมส์ ร้านอินเตอร์เน็ท (เกมส์ออนไลน์) เหมือนๆ กับ วัยรุ่นทั่วๆไป ในสมัยนั้น หวังว่า น้องๆ สมัยนี้ คงใช้ สื่อ ให้มันเกิดประโยชน์ ในทิศทางที่สร้างสรรค์ มากกว่า ผม (ในอดีต นะ ^^) . . . เกริ่นมา ตั้งนาน ไม่ได้ จะเขียน บล็อก หรอก ครับ เผอิญ เมื่อผมโต ขึ้นมา เรียนมหาวิทยาลัย ติดนิสัย ชอบเขียน ชอบเล่า ชอบอ่าน นะครับ ![]() ย้อนไป สมัยประถม มัธยม สิ่งที่ผม สังเกต ได้ ว่าผมสนใจ ใคร่รู้ กว่าอย่างอื่น ก็คือ อย่างที่ว่า ครับ วิชาที่ได้ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงๆ เช่น วิชาเกษตร (เลี้ยงหมู เลี้ยงหมา) ,พละศึกษา ,ศิลปะ และ สุขศึกษา (ในบางคาบ ฮ่า ฮ่า) << ล้อเล่น น่ะครับ ![]() ทุกครั้งที่เข้าเรียน วิชาศิลปะ มันก็ทำให้ ผมมีสมาธิ จิตใจ จดจ่อ และมีความสุข อย่างไม่รู้สึกตัว (ที่แท้ เป็นเพราะรุ่นน้อง ที่ตอนนั้น ผมจีบอยู่ เผอิญเรียน อยู่ชั้นบน ห้องศิลปะ ที่ผมเรียนนั้นเอง อันนี้นอกเรื่อง นิดนึง 55+) ![]() และก็มีอยู่วันหนึ่่่่ง ที่ดวงชะตา หรือ พรหมลิขิต จะเรียกอะไร ไม่ทราบได้ ผมมีโอกาสได้ไป เที่ยวบ้าน เพื่อน ที่ต่างจังหวัด ได้เสพ บรรยากาศ ธรรมชาติ สมัยวัยรุ่น (ช่างมีความสุขจริงๆ <<~ อันนี้คิดในใจ) ![]() และวันนั้นเอง ผมก็ได้ไปเจอ "กล้องถ่ายรูป" รุ่นเก่า วางฝุ่นจับ อยู่หนึ่งตัว ขอไม่บอกยี่ห้อละกัน นะครับ เอาเป็นว่า ชื่อ ขึ้นตั้น ด้วย "น.หนู" ละกัน เหอๆ+ กล้องตัวนี้มันวาง เซื่องซึม อยู่ในห้องนอนร้างๆ ของเพื่อนผม ผมเลย หยอกล้อ กับ เพื่อน แบบ ที่เล่น ที่จริงว่า "ผม: พังรึปล่าว เนี้ยะ ?? ถ้าไม่ กูขอซื้อต่อได้ ป่าว ?" "มัน: กล้องอันนี้ มันของพ่อกู เค้าเก็บสะสมไว้ ไม่ขาย วะ" แต่วันนั้น เมื่อกว่า 10 ปีก่อน อย่างที่มันว่า มันไม่ยอมขายให้ผม ผมก็เลย ได้แต่คิดๆ ว่า "ซักวันผมจะมีกล้องเป็นของตัวเอง ให้ได้ซักตัว" ![]() นับจากวันนั้น วันที่ผม ได้สะสม ความอิ่มเอม ความฝัน ความสุขใจ ตามประสา วัยรุ่น วัยคะนอง ที่ไม่ได้แม้แต่ จะคิดว่า อนาคต จะเกิด อะไรขึ้นบ้าง มาถึงวันนี้ ก็เป็นเวลาเกือบๆ 10 ปี เพียงแค่จะบอกให้โลกรู้ว่า "ข้าได้มีกล้องเป็นของตัวเองเรียบร้อย แล้วว้อย" ![]() แต่ก็อีกนั่นละ "ชีวิต" มันต้องสู้ต่อไป ไม่มีอะไร ได้มาง่ายๆ ถ้าไม่พยายาม ปกติมีเวลาว่างๆ ผมก็จะเข้ามาเล่นอินเตอร์เน็ท เล่นนู่น เล่นนี่ ไปเรื่อยเปื่อย และเมื่อซักไม่ถึงปีที่ผ่านมา ผมก็ได้ค้นหาข้อมูลเรื่อง "การถ่ายภาพ ,อุปกรณ์ ,เทคนิค ต่างๆ" ก็ได้มาเจอบ้าน pixpros เข้าโดยบังเอิญครับ นับจากวันนั้น ก็ได้ข้อมูลข่าวสาร สาระ ต่างๆ มากมาย ![]() ผมถือโอกาสใช้กระทู้นี้เป็นกระทู้แนะนำตัวเอง และขอบคุณ พี่ๆ ทีมงาน ที่มีจิตใจ วิญญาณ รัก ในการถ่ายภาพ ที่ได้สร้างสังคม ที่ดี ที่มีสาระ ความรู้ ที่พร้อมจะแบ่งปัน ให้กับ คนทุกสถานะ ซึ่งเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และอนาคตของสังคมเรา อย่างมากครับ ขอให้เป็นสังคมที่มีสิ่งดีๆ แบบนี้ ตลอดไป ปล.รูปภาพ ไม่ค่อยจะเกี่ยวกัน เท่าไหร่ แต่มันเป็นผลงานชิ้นแรก กับอุปกรณ์ ที่ผมกำลังทำความรู้จัก เหมือนกับเพื่อนๆ ในที่นี้ หลายๆ ท่าน ยังไง ก็แนะนำ ติชม กันได้เลย นะครับ ![]() . . . . . . . . . . . . ขอบคุณ และ สวัสดี ครับ ฝากเนื้อฝากตัวด้วย นะฮะ ![]() . . . . รูปแถม นะครับ เด็กๆ แถวบ้าน ผม เค้า กำลัง จะสื่อ และอยากให้ ผู้ใหญ่ ทุกท่าน มีอารมณ์ ความรู้สึก ดังรูป ครับ Special Thank for : http://www.pixpros.net/ REF: http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=22885 December 30 Happy New Year 2009Happy New Year 2009
บ่ายเหงาๆ วันนี้ ก็ใกล้ถึงวันสิ้นปีเต็มที แล้วสินะ
ปีเก่าไป ปีใหม่ กำลังจะมาถึง ช่วงนี้ผู้คน ก็เริ่มทยอยๆ เดินทางออกจากกรุงเทพฯ กลับบ้าน ตามต่างจังหวัดกันหมดแล้ว เห็นได้จากตามท้องถนน ก็รู้สึกโล่งๆ ผิดปกติมาตั้งแต่ เมื่อวานแล้ว บ้างก็หยุดยาว 9 วัน บ้างก็ได้หยุดแค่ 5 วัน (ตามนโยบายรัฐบาล -*-) ถึงจะได้หยุดกันคนละกี่วัน มันก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะใช้
เวลาพักผ่อน กันได้มากน้อยแค่ไหน แต่ยังไงก็ตาม เหตุการณ์ สถานการณ์ช่วงนี้ ก็ยังทำให้หลายๆคน ยังไม่มีความสุขซักกะที T^T <<< สงสารประเทศไทย จัง* มีอะไรต่อมิอะไร ตั้งหลายเรื่องทั้ง เศรษฐกิจ การเมือง เฮ้ออ มึน ตึ๊บ! แต่เทศกาลปีใหม่ทั้งที ก็ใช้เวลา หยุดคิด ซักแปบ หันไปฉลอง เทศกาลอย่างเดียว ดีกว่า เดี๋ยวจะงานล่ม ตั้งแต่ ยังไม่ได้เริ่ม 55+ ปีเก่าที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ มีอะไรเปลี่ยนไปมากมาย ทั้ง "หน้าที่การงาน
ความคิด การกระทำ มุมมอง" ต่างๆ เปลี่ยนไป มีอะไรๆ สั่งสอน ให้เราได้ "เก็บเกี่ยว เรียนรู้ จดจำ" มากมายเหลือเกิน ทั้ง "ความสุข ความเจ็บปวด เสียงหัวเราะ ^~^ เสียงร้องไห้ T^T" คละเคล้ากันไป หรือนี่แหละ ที่เค้าเรียกว่า "สีสันของชีวิต" . . . หนึ่งปีผ่านไป นั่นหมายความว่า เราก็ กำลังจะโตขึ้น อีกหนึ่งปี ไปด้วย
เผลอ แป๊บเดียว มาถึง 25 ตั้งแต่ เมื่อไหร่ เนี้ยะ - -* ถ้าย้อนนึกกลับไปใน อดีต ก็ได้แต่ มองเห็น เหตุการณ์ การกระทำ อะไรต่อมิอะไร หลายๆอย่าง ที่ทั้ง ผิดพลาด ไร้สาระ ไร้เหตุผล ซะเยอะเลย อาจจะใช้คำว่า "มันคือบทเรียน" ก็คงไม่ผิด ซักเท่าไหร่ มั้ง + + .
. . . *เขียนมาซะยืดยาว ที่แท้ ก็ไร้สาระ เหมือนเดิม 55+
ไหนๆ ก็ใกล้เทศกาล ที่ทุกคนๆ ต่างก็มีความสุขกันถ้วนหน้า ไอเราจะพลอยเศร้า มันก็จะดู ขัดๆ ยังไงๆ อยู่ ยังไง ก็ต้องพยายามแกล้ง เนียน เฮฮา ปาร์ตี้ ไปตาม ยถากรรม ตามนั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า ~ อ่านมาถึงตรงนี้ ก็อยากจะใช้โอกาส อวยพร ให้ ญาติมิตร ทุกคนในครอบครัว
รวมทั้งเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคน ที่เราได้รู้จักกัน ว่า ขอให้ เดินทาง ปลอดภัย และมีความสุขกับปีใหม่ ที่กำลังใกล้เข้ามา อีกไม่กี่วันนี้ หวังว่า ทุกๆคน จะพบกับความสุข/เจอแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต สุขภาพ แข็งแรง ร่ำรวย เงินทอง โชคลาภ โดยถ้วนหน้า ทุกๆคนเลย ละกัน ^-^ แฮปปี้นิวเยียร์ ครับบ! ^~^ Love is all aroundLove is all around ในบางเวลาที่ใจต้องการใครซักคน คนเดียวที่เข้ามาทำให้ใจที่เคยได้สับสน กระวนกระวายไม่เป็นอันทำอะไรและทุกข์ทน กลายมาเป็นสุขล้น กลายมาเป็นอีกคนได้ทันที เพราะว่าคนเราในบางเวลาก็คงต้องเจอกับปัญหา บางคนที่หาทางออกไม่ได้ก็เลยต้องกลายเป็นคนบ้า แต่มีสิ่งหนึ่งที่พอจะทำให้ใจได้เยียวยา คำว่ารักษา ติดปีกให้ใจล่องลอยไปในนภา * นี่คือรักยิ่งใหญ่ของใคร ใครซักคนหนึ่ง ที่พอให้ใจได้ซึ้งตราตรึงไม่จางหายไป ถ้ามันคือความรักมีอยู่รอบตัวเต็มทุกหัวใจ โลกนี้ก็คงสดใสด้วยใจแห่งรักของเรา แต่มีบางคนที่บางเวลาที่เขาไม่มีใคร มีความต้องการแต่ก็ไม่รู้จะเดินไปทางไหน คงทำได้เพียงแค่เตือนตัวเองว่าเขาต้องทนได้ คงเจอจุดหมายและใจก็คงจะเจอกับรักจริง ไม่ว่าจะคุณหรือว่าจะใครก็คงต้องการจะมีรัก ที่อยากจะเจอก็ลองอดใจและคงมองเห็นไม่ยากนัก ไม่นานก็คงประจักษ์ สิ่งที่เรียกว่าความรัก เลิกซักเลิกถาม ไปตามหามันด้วยใจตัวเองซักครั้ง * จริงๆในใจเป็นใครก็รู้และคงเข้าใจดี อะไรที่ทำให้เรายังคงอยู่บนโลกใบนี้ อะไรที่ทำให้เราได้มีเวลาที่แสนดี เพียงแค่คำๆนี้พูดอีกทีให้ดังให้ซึ้งใจ ขอสดุดีแด่คนที่ทำให้โลกนี้มีความรัก ขออย่าได้ถือจับมืออีกทีก็นี่แหละความรัก และขอให้รักที่อยู่บนโลกมีมากกว่าดวงดาว Love is all around, you heard? Love is all around * และนี่ก็คือรักยิ่งใหญ่ของใคร ใครซักคนหนึ่ง ที่พอให้ใจได้ซึ้งตราตรึงไม่จางหายไป ถ้ามันคือความรักมีอยู่รอบตัวเต็มทุกหัวใจ โลกนี้ก็คงสดใสด้วยใจแห่งรักของเรา ศิลปิน : Mild อัลบั้ม : Mild เพลง : Love is all around November 17 Terima Kasih - Thank You Malaysia - 20081114Terima Kasih - Thank You Malaysia - 20081114 ช่วงวันหยุด สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมก็ได้มีโอกาส เริ่มเดินทางออกจากกรุงเทพฯ เที่ยวบิน Air Asia FD3571 และก็ต้องขอบคุณไกด์ดีๆ อย่าง "พี่โต MR.KELWIN และพี่ตี๋" ก็เหมือนกับทุกๆคน ที่คิดว่าความรู้สึกแรกเมื่อได้ยินคำว่า 1.Petronas Twin Towers & Kuala Lumpur Tower September 19 เลี้ยงฉลองตกงาน (อีกแล้ว)เลี้ยงฉลองตกงาน (อีกแล้ว)หัวค่ำ ของวันเสาร์ที่ 13 กันยา ในวันที่บรรยากาศ อึมครึม ฝนตกปรอยๆ ในหมู่บ้านอันห่างไกล และเงียบสงบ แถบชานเมืองกรุงเทพฯ (ย่านรังสิต) "กริ๊ง กริ๊ง ..."
เอก : "ฮัลโหล..."
วัลโย : "เห้ย ทำอะไร อยู่ว่ะ ?" เอก : "เออ ว่าไง อยู่บ้าน อ่ะดิ ไม่ได้ทำอะไร ... " วัลโย : "ออกมากินเบียร์สด มั้ย? พรุ่งนี้กูไม่ทำงาน" เอก : "อะนะ แล้ว อยู่ไหน ละเนี้ยะ มึง?" วัลโย : "กูอยู่สยาม มีคอนเสิร์ตซีลด้วย เนี้ยะ" . . นู่น นี่ ๆ ซัก 10 นาที . . เอก : "เออ เดี๋ยวอาบน้ำ แล้วจะออกไป ละกัน" วัลโย : "เออ เร็วๆ ละมึง แล้วเดี๋ยวเจอกัน" เอก : "เออๆ" บทสนทนาจบลงตรงนั้น เวลาผ่านไป ชั่วโมงครึ่ง หลัง
จากทรมาน นั่งรถฝ่าสายฝน ออกมาถึงจนได้ เอก : "เมื่อกี้ผ่านสยามมา คอนเสิร์ต จบแล้วนี่หว่า?"
วัลโย : "เออ อะดิ" เอก : "อ่าว กำ -*- ... ตอบง่ายเลยมึง แล้วจะไปไหนล่ะ" วัลโย : "คิดอยู่ ยังไม่รู้เลย ..." เอก : "เวรกรรม ไร้จุดหมายอีกแล้วมึง" วัลโย : "เออ เดี๋ยวลองไปดู สุขุมวิท ทองหล่อ เอกมัย นี่ละ" เอก : "แต่เช้าเลย เนี่ยะนะมึง (เวลาขณะนั้น 21.30น.)" . . เดินโต๋ๆ เต๋ๆ อยู่ในซอยทองหล่อ ซัก 10-20 นาที . . สุดท้ายก็ได้ที่สิงสถิตย์ ณ MUSE PUB (สาวเพรียบ!!!) ฮ่า ฮ่า ฮ่า คิดว่าเป็นการเลี้ยงฉลองตกงาน (อีกแล้ว) ย้อนหลัง ก็แล้วกัน เหอๆ+ ถือว่าไม่ได้มาเช้าไปแต่อย่างไรครับเพราะวันนั้นคนทยอย
กันเข้าร้านจนแน่นขนัด ทันตาในเวลาไม่ถึง 4 ทุ่มครึ่งดีเลย บรรกาศร้านก็โอเค เพราะเป็นร้านใหม่เพิ่งเปิดมาเพียง 2-3 เดือน เท่านั้น ไปถึงไม่พูดพร่ำทำเพลง เปิด Black ซะ 1 ขวด (ใจป๋ากันอีกแล้ว*)
ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดนตรีที่เล่นก็เป็นวง Indy (แปลว่าอะไร หว่า) คงประมาณว่า ไม่ได้เป็นที่รู้จักซักเท่าไหร่ มั้ง เล่นเพลงแนว ซะเยอะ <<< เรามันคนละ รุ่นแล้ว (เลยดูแก่ๆ ไปทันตา* ^^) เวลาผ่านไป ไว เหมือนกัน พอมาได้สติอีกที ร้านก็ปิดซะแล้ว เหอๆ+ เมาครับ *~* สรุป วันนั้น รวม ค่าเสียหายสุทธิ 3,000+
ปล.ตื่นเช้ามาก็แฮงค์ หลังจากปล่อยแก่ซะเต็มอิ่มเมื่อคืน ก็ตามต่อด้วยแฟมิลี่ทริป ตลาดดอนหวาย จ.นครปฐม อันสุด สมบุก สมบัน ทีเดียว* (งอแง มากๆ)* <<< ติดตามชม ในแกลลอรี่ได้เลย แต่หน้าตาออกจะขมุกขมัว หน่อยนะ
เนื่องจากยังไม่หายแฮงค์ดี ^^
ข้อมูลร้าน: ![]() MUSE PUB เปิดวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2551
สถานที่ตั้ง อยู่ที่ ทองหล่อซอย 10 เลี้ยวขวามาทางร้านโออิชิ แล้วขับมาประมาณกลางซอย ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้า ร้าน BOOZE ร้านอยู่หน้าปากซอย ร้าน BOOZE ติดถนนครับ August 26 ร้อยตำรวจเอกธรณิศ ศรีสุข ยอดวีรบุรุษ ตชด. ปลายปี 2550 ไฟใต้ยังคงลุกโชนอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนด้ามขวาน
ถึงแม้จะดูเหมือนว่ากำลังเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองจะปฏิบัติการเชิงรุกอย่างได้ผล
สามารถปิดล้อมตรวจค้นจับกุมทั้งแกนนำฝ่ายตรงข้ามกับแนวร่วมและสามารถยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้
เป็นจำนวนมากก็ตาม แต่ความรุนแรงของเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
ของผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ยังคงปรากฏให้เห็น
เพราะกลุ่มโจรใต้อาศัยความชำนาญภูมิประเทศและการเป็น "เจ้าของพื้นที่'
เป็นกลยุทธหลักและข้อได้เปรียบในการก่อเหตุร้ายอย่างไม่เลิกราด้วยเหตุนี้ปฏิบัติการ
อย่างทุ่มเทของทหารตำรวจในพื้นที่ภาคใต้จึงยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและกลายเป็น
ที่มาของเรื่องราวดุจดังตำนานแห่ง "วีรชนคนกล้า' ของชาติอันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า
แผ่นดินไทยยังคงมีผู้ที่พร้อมจะสละทุกสิ่งแม้กระทั่งชีวิตเพื่อปกป้องบ้านเมืองและน้อมเกล้าฯ
ถวายเป็นราชพลี
เช้าวันเสาร์ที่ 29 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่ผู้คนในกรุงเทพและในอีกหลาย ๆ จังหวัด
ได้พักผ่อนหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากหน้าที่การงานมาตลอดทั้งสัปดาห์
![]() ผู้กองแคน (คนที่สองจากขวา) ขณะลาดตระเวนบนถนน แต่ที่จังหวัดยะลาบนเส้นทางสายบันนังสตา - เขื่อนบางลาง "ชุดเคลื่อนที่เร็ว'
จำนวน 12 นาย ซึ่งเป็นกำลังจากกองร้อยรบพิเศษที่ 1 กองกำกับการสนับสนุนทางอากาศ ตำรวจตระเวนชายแดนหรือที่รู้จักกันในนาม "พลร่ม ตชด.' แห่งค่ายนเรศวร หัวหิน ได้ออกปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่ต้องสงสัยเพื่อรักษาความปลอดภัย หลังได้เบาะแสว่ากลุ่มโจรใต้วางแผนที่จะดักซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่และประชาชน ที่จะใช้เส้นทางดังกล่าว เมื่อชุดเคลื่อนที่เร็วทั้ง 12 นาย ไปถึง "เนินนวรัตน์' ซึ่งภูมิประเทศสองข้างทาง
เป็นเนินสูงปกคลุมไปด้วยป่ารกทึบเอื้ออำนวยต่อการวางกำลังรอคอยเป้าหมายที่จะผ่าน เข้ามาใน "พื้นที่สังหาร' ที่กำหนดไว้ ร้อยตำรวจเอกหนุ่มวัยสามสิบ ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดเจ้าของร่างล่ำสันรู้สึกผิดปกติ และสำเนียกได้ถึงความเงียบเชียบที่แตกต่างจากทุกครั้ง มันเป็นเสมือนสิ่งบอกเหตุว่ามี "อะไรบางอย่าง' ที่เป็นอันตรายรอคอยอยู่เบื้องหน้า "ผู้กองแคน' ของลูกน้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาโดยตลอดจึงสั่งหยุดเคลื่อนที่ เพื่อปฏิบัติตามยุทธวิธีและขั้นตอนของการรบนอกแบบ นั่นคือการใช้ "ส่วนล่วงหน้า' เดินเท้าเข้าตรวจสอบในบริเวณต้องสงสัย ด้วยความองอาจและหัวใจแกล้วกล้าของนายตำรวจนักรบที่มีจิตวิญญาณความเป็น "ผู้นำ" อย่างเต็มเปี่ยม ผู้กองแคนอดีตนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่น 54 จึงทำหน้าที่ "ส่วนล่วงหน้า' ด้วยตนเองเหมือนเช่นทุกครั้งที่ออกปฏิบัติภารกิจซึ่งเขาจะต้องก้าวเท้านำหน้า ![]() พลร่ม ตชด. ที่อยู่ในทีมโดยไม่หวั่นไหวพรั่นพรึงต่ออันตรายใดๆ ![]() ผู้กองแคน (ขวาสุด) กับทีมพลร่ม ตชด. อาวุธอัตโนมัติที่อยู่บนมือของร้อยตำรวจเอกแห่งตระกูล "ศรีสุข' กระชับแน่น สายตาที่เต็มไปด้วยประกายมุ่งมั่นมองกวาดไปยังแนวป่าบนเนินสองข้างทาง
อย่างระแวดระวัง นิ้วที่แตะอยู่บนไกปืนพร้อมที่จะเหนี่ยวยิงสาดกระสุนเข้าใส่บริเวณต้องสงสัย
หากว่าเสียงปืนของฝ่ายตรงข้ามดังขึ้น
ไม่ไกลจากตำแหน่งที่ผู้กองหนุ่มแห่งค่ายนเรศวรกำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ
กลุ่มโจรใต้ไม่ต่ำกว่า 20 คน พร้อมอาวุธกำลังเล็งศูนย์เข้าใส่เป้าหมายของพวกมัน
กาลีแผ่นดินเหล่านั้นรู้จักหน้าค่าตาและชื่อเสียงของ "ผู้กองแคน' ในฐานะหัวหน้าชุด ตชด.
แห่งฐานปฏิบัติการเขื่อนบางลาง ซึ่งเป็นนักรบจู่โจมที่มีผลงานยอดเยี่ยมมาโดยตลอด
ทั้งในด้านยุทธการและการเข้าถึงมวลชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี จนทำให้ชาวบ้านหันมาให้ความร่วมมือ
กับทางการมากขึ้น
การปรากฏตัวของผู้กองแดนในเช้าวันปะทะจึงเป็นเสมือนการปรากฏของ "เป้าหมาย" ที่มีค่ามากที่สุดสำหรับการซุ่มโจมตี โจรใต้กลุ่มนั้นจึงหันปากกระบอกเล็งเข้าหาร่างของนายตำรวจหนุ่ม เป็นจุดเดียว เพื่อที่จะระดมปืนเด็ดชีพคนเป็น "หัวหน้าชุด' ให้ได้เป็นลำดับแรก แล้วในบัดดลนั้นกัมปนาทการยิงก็แผดสนั่นหวั่นไหวพร้อม ๆ กับวิถีกระสุนแดงวาบพุ่งลงมาเป็นห่าฝน วินาทีแรกที่เสียงปืนดังขึ้น ร้อยตำรวจเอกหนุ่มก็โผนเข้าหาที่กำบังด้วยสัญชาติญาณพร้อมกับร้องตะโกนสั่งให้ ลูกทีมทำการยิงตอบโต้ ก่อนที่ร่างของเขาจะล้มร่วงลงบนเนินมรณะ การปะทะดำเนินไปอย่างดุเดือดนานกว่า 20 นาที และกำลังอีกชุดหนึ่งภายใต้การนำของ "ผู้กองช้าง" หรือร้อยตำรวจเอกสมรัฐ อาวรณ์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดปะทะได้รีบเดินทางมาช่วยก่อนที่เสียงปืนจะสงบลง เมื่อฝ่ายตรงข้ามล่าถอยออกไป ![]() นาทีชีวิตผู้กองแคนหลังการปะทะ
"ผู้กองถูกยิง ! วิทยุไปที่บ้านภักดี ขอ ฮ. มารับด่วน !"
รองหัวหน้าชุดร้องตะโกนเสียงหลงในทันทีที่มองเห็นร่างของร้อยตำรวจเอกหนุ่ม
แดงฉานไปด้วยเลือด มีบาดแผลฉกรรจ์ที่ลำคอ บอกให้รู้ว่าผู้นำของชุดเคลื่อนที่เร็วต้องคมกระสุน ได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการเป็นตายเท่ากัน.. ! ภายในห้องประชุมกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศค่าย "นเรศวร" อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตอนสายวันเดียวกัน นายตำรวจพลร่มชั้นสัญญาบัตรกำลังประชุมอยู่กับผู้บังคับการเพื่อเตรียมการ เคลื่อนย้ายกำลังไปสับเปลี่ยนหน้าที่กับหน่วยที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็น การปฏิบัติตามวงรอบทุก 6 เดือน ทุกคนต่างมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยมและกระหายที่จะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ อันตรายด้วยความมุ่งมั่น เพราะเท่าที่ผ่านมา "ชุดเคลื่อนที่เร็ว" ซึ่งเป็นหน่วยพลร่มจาก ตชด. ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมและไม่เคยสูญเสียกำลังพล แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ของผู้การก็ดังขึ้นขัดจังหวะการประชุม สายตาทุกคู่จ้องมอง ไปยังผู้บังคับบัญชาซึ่งมียศสูงสุดในที่นั้น ก่อนที่ทุกคนจะเห็นสีหน้าและแววตา ซึ่งเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน "ชุดลาดตระเวนของเราถูกซุ่มโจมตีที่ยะลา"
ผู้บังคับการพลร่มพยายามบังคับเสียงอย่างคนที่ข่มความรู้สึกขณะที่กล่าวถ้อยคำ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางหัวใจของทุกคนที่ได้ยิน "ไอ้แคนตาย.. เมื่อสองชั่วโมงที่ผ่านมานี่เอง"
![]() ผู้กองแคนใน พท.ภาคใต้ นายตำรวจหนุ่มผู้พลีชีพเพื่อชาติกลางสมรภูมิแดนใต้ในเช้าวันนั้นก็คือร้อยตำรวจเอก "ธรณิศ ศรีสุข" รองผู้บังคับการกองร้อยรบพิเศษที่ 1 กองกำกับการสนับสนุนทางอากาศตำรวจ ตระเวนชายแดนผู้เป็นแบบฉบับของ "ชายชาตินักรบ" ซึ่ง สมควรได้รับการยกย่องในฐานะวีรบุรุษของชาติผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์อันสูงส่ง ตราบจนลมหายใจของชีวิต ร้อยตำรวจเอกธรณิศฯ หรือผู้กองแคน เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2520 ที่จังหวัดขอนแก่น เป็นบุตรชายของรองศาสตรจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ ศรีสุข อดีตคณบดีคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยน้ำบาดาล ภาควิชาเทคโนโลยีธรณี ส่วนมารดาคือ รองศาสตราจารย์ทันตแพทย์หญิงนิธิภาวี อดีตคณบดีคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชีวิตในวัยเด็กของร้อยตำรวจเอกธรณิศเติบโตที่จังหวัดขอนแก่นพร้อมกับ น้องชายเพียงคนเดียว คือนายแพทย์ธราธิป โดยบิดามารดาตั้งชื่อเล่นให้เขาว่า "แคน" ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ของแผ่นดินอีสาน แคนเริ่มต้นการศึกษาที่ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่นจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนจะติดตามบิดาไปศึกษาต่อ ที่ประเทศแคนนาดาเมื่อปี 2533 เมื่อกลับมาเมืองไทยจึงเข้ารับการศึกษาต่อที่โรงเรียนขอนแก่นวิทยาจนกระทั่งถึงชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 จึงไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเมื่อปี 2538 โดยเลือกเหล่าตำรวจ ด้วยความใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็น ตชด. เพื่อรับใช้ชาติและปกป้องคุ้มครองพี่น้องประชาชน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล รองศาสตรจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ ซึ่งเดินทางมากรุงเทพเพื่อร่วมงาน "วันตำรวจ" และบันทึกเทปรายการ "เจาะใจ' ระหว่างวันที่ 13-14 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้เล่าถึงเรื่องราวบางตอน ของบุตรชายให้ผู้เขียนฟังว่า "สมัยนั้นนักเรียนวัยรุ่นในขอนแก่นจะรู้จักแคนมาก แคนเป็นคนรักเพื่อน ชอบการต่อสู้ผจญภัย เคยแอบไปชกมวยชิงรางวัลตามหมู่บ้านมา 2-3 ครั้ง จนหมอแจงซึ่งเป็นคุณแม่ตกใจ" "ต่อมาแคนไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร โดยเลือกเหล่าตำรวจและสอบได้เป็นที่หนึ่ง ในส่วนของตำรวจทำให้ทุกคนในครอบครัวภูมิใจในตัวแคนมาก" "ระหว่างที่เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 38 แคน ซึ่งมีคะแนนสอบยอดเยี่ยมได้รับการ แต่งตั้งให้เป็นนายตอน 4 ทำหน้าที่นักเรียนปกครองบังคับบัญชาดูแลรุ่นน้องและเพื่อนๆ และเมื่อขึ้นเหล่าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 54 แคนก็ได้เป็นนักเรียนบังคับบัญชา เป็นนักกีฬา หลายประเภท เป็นหัวหน้าชมรมยูโด นักแม่นปืน นักมวย ฯลฯ" ![]() เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เขาเป็นที่รู้จักของรุ่นน้อง ๆ และรุ่นพี่ ๆ ในฐานะนักเรียนนายร้อยตำรวจที่เรียนเก่ง มีอุดมการณ์ และได้คะแนนสอบตอนเรียนจบในลำดับต้น ๆ ซึ่งมีสิทธิที่จะเลือกรับราชการที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงพักในท้องที่ "เกรด A" การเป็น "นายเวร" หรือนายตำรวจติดตามผู้บังคับบัญชาระดับสูง หรือแม้กระทั่งการลาไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่สิ่งที่แคนเลือกกลับกลายเป็นการหันหลังให้สิ่งเหล่านั้นอย่างคนมีอุดมการณ์ แรงกล้า เขาเลือกที่จะละทิ้งชีวิตแสงสีความศิวิไลซ์หรูหราแบบ "สุขนิยม" ทั้งที่สามารถกระทำได้แล้วมุ่งหน้าไปสู่การใช้ชีวิตกลางป่าของลำเนาไพรในฐานะ "ตำรวจตระเวนชายแดน" แม้จะรู้อยู่แล้วชีวิตของ ตชด. หมายถึงชีวิตที่ต้องนอนกลางดินกินกลางทรายแวดล้อมไปด้วยความยากลำบาก แต่สิ่งเหล่านั้นคือความเป็นไปที่จะทำให้ "ฝัน" ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์หนุ่มในอันที่จะเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่นเป็นความจริง "แคนพูดอยู่เสมอว่าถ้าเขาไม่ทำหน้าที่นี้แล้วใครจะทำ ถ้าคนหนุ่มทุกคนเอาแต่คิดถึงความสุขสบาย โดยไม่เสียสละตนเองแล้ว ประเทศชาติจะมีใครที่ไหนคอยปกป้อง" รองศาสตรจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์กล่าวถึงอุดมการณ์ความมุ่งมั่นของบุตรชายผู้จากไป "แคนจึงเลือกที่จะเป็น ตชด. และทำการฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อให้ตนเองเป็น ตชด. ที่เก่งกล้า มีขีดความสามารถครบถ้วนพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด" ![]() แม้จะมีชีวิตราชการค่อนข้างสั้นและต้องออกปฏิบัติราชการสนามครั้งละ 6 เดือนมาโดยตลอด แต่นายตำรวจ "ไฟแรง" อย่างแคนก็ใช้เวลาในช่วงสับเปลี่ยนกำลังสมัครเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษต่างๆ มากมาย อาทิ หลักสูตรการทำลายวัตถุระเบิดหลักสูตรการต่อต้านการก่อการร้าย หลักสูตรกระโดดร่มแบบกระตุกเอง นอกจากนี้ ยังเข้ารับการฝึกหลักสูตรการรบพิเศษของนาวิกโยธินหรือที่รู้จักกันในนาม "รีคอน" ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นการฝึกที่เข้มข้นยากลำบากไม่น้อยไปกว่าหลักสูตร "นักทำลายใต้น้ำจู่โจม" หรือมนุษย์กบ แคนได้เข้ารับการฝึก "มหาหิน" ของทหารนาวิกโยธินในปลายปี 2548 และเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร เพียงหนึ่งเดียวที่ผ่านหลักสูตรนั้นท่ามกลางสายตาชื่นชมของบรรดาครูฝึกและเพื่อนร่วมรุ่นรีคอน 36 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนาวิกโยธินที่ต่างพากันนับถือในความเป็น "นายตำรวจใจเพชร" ผู้มีความเข้มแข็งอดทน เป็นเลิศจนสามารถฝ่าฟันการฝึกจู่โจมและลาดตระเวนรบสะเทินน้ำสะเทินบกไปได้อย่างน่ายกย่อง ![]() ผู้กองแคนเมื่อครั้งฝึกรบพิเศษนาวิกโยธิน รองศาสตรจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ เล่าต่อไปอีกว่า "แคนเป็นคนเสียสละ นึกถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัวรักลูกน้องและเพื่อนร่วมงานมาก เขาเคยมาขอยืมเงินพ่อก้อนหนึ่งเพื่อนำไปเป็นกองกลางไว้ใช้จ่ายในทีมของเขา แคนบอกว่าลูกน้อง ของเขาเงินเดือนน้อยและมีครอบครัวต้องดูแล บางครั้งการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงหรือเงินสวัสดิการต่างๆ อาจจะล่าช้าตามขั้นตอนของทางราชการ แคนก็จะให้ลูกทีมใช้เงินกองกลางส่วนนี้สำรองไปก่อน "หรือแม้แต่รถยนต์ที่พ่อซื้อให้ แคนก็นำไปใช้ที่ภาคใต้เพื่อให้เป็นรถใช้สอยสำหรับการปฏิบัติงาน ของหน่วยโดยไม่ถือว่าเป็นของส่วนตัว แคนเคยมาขอเงินพ่อบอกว่าจะนำไปให้รุ่นพี่กับเพื่อนร่วมงานยืม ซื้อปืนพกเป็นอาวุธส่วนตัวเพิ่มเติมไว้ปฏิบัติงาน พ่อก็ให้ไป แคนทำทุกอย่างเพื่อคนอื่นมาโดยตลอดและมีความสุขที่จะทำเช่นนั้นเสมอมา สิ่งเดียวที่แคน ไม่เคยทำก็คือการบอกกล่าวให้คนอื่นรู้ว่า แคนมาจากครอบครัวที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ในทุก ๆ ด้าน" ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยแววตาที่บ่งบอกถึงความอาลัย ![]() ผู้กองแคนใน พท.ภาคใต้ "แคนทำตัวสมรรถนะกินง่ายอยู่ง่าย ไม่มีทรัพย์สมบัติส่วนตัวมากมาย หลังจากแคนเสียชีวิต พ่อไปเก็บของจากที่พักของแคนปรากฏว่าแคนมีของใช้จำเป็นเพียง 2-3 กล่องเท่านั้น" หลังจากสำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานกระบี่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2544 ร้อยตำรวจตรีธรณิศได้เลือกที่จะรับราชการในกองกำกับการสนับสนุน ทางอากาศตำรวจตระเวนชายแดนในตำแหน่งผู้บังคับหมวด จากนั้นในปีรุ่งขึ้นก็เดินทางไปปฏิบัติราชการ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และอยู่ที่นั่นเรื่อยมา เรือเอกเกรียงไกร แสงอุทัย อดีตหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษนาวิกโยธิน ซึ่งเคยปฏิบัติงาน ในพื้นที่นราธิวาสเล่าถึง "เพื่อนร่วมงานต่างเหล่า" ว่า "ผู้กองแคนเป็นคนที่มีอุดมการณ์แรงกล้า เราพบกันครั้งแรกเมื่อปี 45 แคนลงมาภาคใต้ทั้งที่ยัง ไม่มีคำสั่งเป็นทางการ แต่เขาก็เดินทางลงมาล่วงหน้า ตอนนั้นเป็นช่วงแรกที่พลร่ม ตชด. จากหัวหิน เริ่มเข้ามาทำงานในพื้นที่สีแดง ผมเตือนเขาว่า ยังไม่มีคำสั่งรองรับอย่าเพิ่งออกทำงาน แต่แคนบอกว่าไม่เป็นไร เขาอยากทำให้ภาคใต้สงบ" เรือเอกเกรียงไกร ซึ่งเคยเป็นครูฝึกหลักสูตร "รีคอน" เล่าต่อไปว่า "ทีม ตชด. ของแคนหลอมรวมกับชุดปฏิบัติการพิเศษนาวิกโยธินได้เป็นอย่างดี แคนมีความสามารถในการ ใช้ปืนสั้นอย่างยอดเยี่ยมและเชี่ยวชาญการรบในเมือง เพราะเคยผ่านหลักสูตรต่อต้านการก่อการร้าย แคนจึงช่วยฝึกทีมของนาวิกโยธินให้มีความชำนาญการใช้ปืนพกเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันแคนก็ขอให้นาวิกโยธิน ซึ่งเชี่ยวชาญการรบนอกแบบ ฝึกทบทวนการลาดตระเวนการเคลื่อนที่ในป่าแถบนั้น ซึ่งเรามีความชำนาญมากกว่า เพราะอยู่ในพื้นที่มาก่อน แคนขอให้ทหารนาวิกโยธินพาขึ้นเขาทุกลูกเพราะต้องการทำความรู้จักและจดจำลักษณะ ภูมิประเทศเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานครั้งต่อ ๆ ไป ![]() ผู้กองแคนกับทีมพลร่ม ตชด. ผู้กองแคนมีความผูกพันกับนาวิกโยธินอย่างแนบแน่น เคยออกปฏิบัติภารกิจร่วมกัน หลายครั้ง กินข้าวด้วยกัน ทั้งในที่ตั้งปกติและในป่า บางครั้งเราจัดเป็นทีมผสมระหว่าง ตชด. กับนาวิกโยธิน แคนจะเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหาร นย. อย่างองอาจจนได้ใจของทุกคนที่อยู่ในทีม เรือเอกเกรียงไกรรำลึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับวีรบุรุษ ตชด. ต่อไปว่า "ผู้กองแคนเป็นนายตำรวจที่กล้าหาญมาก มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จโดยไม่คำนึงถึง อันตรายใด ๆ ครั้งหนึ่งเขาวางแผนที่จะแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่อันตรายตามลำพังในเวลากลางคืน และนัดหมายให้ทีมสนับสนุนไปรอที่จุดนัดพบซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 5 กิโลเมตร" "แต่ผมห้ามเอาไว้ เพราะผู้กองแคนพูดภาษายาวีไม่ได้ มันจึงเสี่ยงเกินไปที่จะเข้าไปหาข่าว ความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามในยามวิกาลเช่นนั้น พวกเราซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการพิเศษนาวิกโยธิน ทุกคนรักนับถือในน้ำใจผู้กองแคนและรู้สึกเหมือนกับว่าเขาเป็นพี่น้องร่วมตายอย่างแท้จริงคนหนึ่ง" แม้จะเหนื่อยยากตรากตรำ แต่ผู้กองแคนยังคงมีชีวิตส่วนตัวเช่นปุถุชนทั่วไป โดยทุกครั้งที่ได้พัก นายตำรวจหนุ่มจะเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ขอนแก่นและกราบคารวะครูอาจารย์ ท่ามกลางความรู้สึก ชื่นชมระคนห่วงใยของทุกคนที่ได้รู้จักและเคยเห็น "ผู้กองแคน" มาตั้งแต่ครั้งที่เขาเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ ที่วิ่งเล่นอยู่ในรั้ว มอ.ดินแดง ร่วมกับเพื่อนรุ่นเดียวกันซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของคณาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับบิดามารดา "แคนมักจะถูกตั้งคำถามจากหลาย ๆ คนอยู่เสมอว่า เมื่อไหร่จะขึ้นมาจากภาคใต้ แต่คำตอบที่ทุกคน ได้รับเหมือนๆ กัน ก็คือ ยังไม่ถึงเวลา เพราะแคนต้องการสานต่อภารกิจให้ลุล่วงจนกว่าประชาชนในพื้นที่ จะใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย" รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ ผู้เป็นบิดาเล่าด้วยสีหน้าและแววตาอันสงบนิ่งอย่างคนที่ปลงใจ ในความเป็นไปที่เกิดขึ้นตามสัจธรรมแห่งชีวิต "ก่อนเสียชีวิต ผู้บังคับบัญชาของแคนถามว่า ครบวงรอบ 6 เดือนครั้งหน้า แคนจะกลับมาอยู่ที่ค่ายนเรศวร หรือเปล่า แคนตอบว่า ขออยู่ในพื้นที่อย่างเดิม เพราะเป็นห่วงชาวบ้าน อยากทำงานต่อ" ![]() "หมอนัตตี้ภรรยาของแคน ซึ่งกำลังเรียนต่อด้านทันตกรรมที่ฮ่องกง เคยขอร้องแคนเรื่องการไปทำงานภาคใต้ แคนตอบว่า นัตตี้มีความฝันในเรื่องการเรียน แคนก็มีความฝันในเรื่องของการทำให้ภาคใต้สงบสุข ถ้ามีคนขอให้ให้นัตตี้หยุดเรียน ล้มเลิกความฝัน นัตตี้ก็คงทำไม่ได้ เหมือน ๆ กับแคนที่ไม่อาจเลิกราการไขว่คว้าความฝันของตนเอง แคนฝันที่จะทำให้ภาคใต้สงบและแคนก็อยากทำให้ฝันนั้นเป็นจริงให้ได้" "ถึงแม้วันนี้แคนจะจากไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่าเขาคงรับรู้ว่าความฝันของเขาจะไม่มีวันตาย เพราะ พี่ๆ เพื่อนๆ ทั้งที่เป็นตำรวจพลร่มและทหารทุกเหล่าทัพจะช่วยกันสานต่อภารกิจเพื่อให้ฝันของแคนเป็นจริงให้ได้" คำกล่าวของรองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ผู้เป็นบิดาคงจะไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยไปจากความเป็นจริง เพราะการเสียชีวิตของร้อยตำรวจเอกธรณิศได้กลายเป็นแบบอย่างของวีรบุรุษผู้เสียสละและเป็นสิ่งที่ปลุกเร้ากระตุ้นขวัญ กำลังใจและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลร่ม ตชด. จากค่ายนเรศวรในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป อย่างกล้าหาญเช่นเดียวกับที่ "ผู้กองแคน" ได้แสดงตัวอย่างไว้ให้ประจักษ์ ![]() ผู้กองแคนสอนการใช้อาวุธให้ชาวบ้าน กลอนบทหนึ่งที่นักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่น 54 มอบให้แก่แคน นับเป็นสิ่งที่ฉายชัด ถึงความเป็นตัวตนของนายตำรวจผู้เสียสละได้เป็นอย่างดี กลอนบทนั้นมีความว่า.. กูนี้เกิดมาเพื่อชาติ ราชบังลังก์ มึงจงฟัง ความแน่วแน่ ของกูไว้ แม้นกูตาย พวกกูอยู่ สู้ต่อไป อย่าได้ให้ พวกจัญไร มายึดครอง กูนี้คือ สามพราน รุ่นห้าสี่ พวกกูมี เรื่องราว ให้เล่าขาน ชื่อของแคน ยังอยู่ อีกยาวนาน เป็นตำนาน ผู้กล้า... เลือดทาดิน เพื่อเป็นอนุสรณ์ และรำลึกถึงบุตรชายผู้จากไป อีกทั้งยังเป็นการให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ ชั้นผู้น้อย ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ ได้จัดตั้งกองทุน ร.ต.อ.ธรณิศ โดยผู้มีจิตศรัทธา สามารถดูรายละเอียดได้จากเวปไซด์ www.thoranitsrisuk.org รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์ยอมรับว่า เมื่อแรกที่ได้รับทราบข่าวร้าย ความรู้สึก โศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ได้ถาโถมเข้ามาท่วมท้นหัวใจ เช่นเดียวกับคนทั่วไปซึ่งอยู่ในฐานะพ่อ ที่ต้องสูญเสียลูกชายอย่างกะทันหัน แต่เมื่อได้รับรู้ถึงเกียรติยศได้สัมผัสด้วยตนเองถึงเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ที่ทุกฝ่ายมอบให้แก่ ร้อยตำรวจเอกธรณิศในพิธีศพ หัวใจอันแตกสลายของคนเป็นพ่อก็กลับฟื้นคืนมาได้ "มันเหมือนกับว่าผมกำลังอยู่ในความฝันมึนงงไปหมด เฝ้าแต่ถามตัวเอง นี่ผมมางานของใคร.. ใช่พิธีศพของแคนแน่หรือ ทำไมทุกอย่างจึงยิ่งใหญ่ล้นหลามถึงเพียงนี้" "แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนารถ ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงศพร้อยตำรวจเอกธรณิศด้วยพระองค์เอง ณ วัดสว่างสุทธารา จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม" ![]() รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์เกรียงศักดิ์กล่าว "ตอนที่มีการกราบบังคมทูลถวายรายงานประวัติของผู้เสียชีวิต พระองค์ได้ประทับยืนเป็นการพระราชทานเกียรติยศให้แก่ ร้อยตำรวจเอกธรณิศเป็นครั้งสุดท้าย ทำให้ผู้ร่วมพิธีทั้งหมดลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงความคารวะไว้อาลัยแด่ผู้จากไป นอกจากนี้ยังทรงรับสั่งตอนที่โปรดเกล้า ฯ ให้ผมเข้าเฝ้าว่า ที่มาก็เพราะว่าแคนสมควรได้รับเกียรติยศนี้ และยังทรงรับสั่งด้วยว่า "ประเทศชาติต้องการผู้เสียสละอย่างแคน ทรงขอบใจที่ผมกับหมอแจง คุณแม่ของแคนที่ที่เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีได้ถึงขนาดนี้" วันนี้...ไม่มีผู้กองแคนซึ่งเป็นที่รักของทุก ๆ คนอีกต่อไป ฉากชีวิตซึ่งเปี่ยมไปด้วยเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ของ นายตำรวจหนุ่มดำเนินมาจนถึงบทสุดท้าย พร้อม ๆ กับการก้าวล่วงหน้าไปยังอีกภพหนึ่ง อันเป็นภพที่ไม่มีใครเลี่ยงพ้น และสำหรับสมาชิกในครอบครัวของตระกูล "ศรีสุข" ทุกคนคงจะมีรอยยิ้มระคนน้ำตาเมื่อนึกถึงภาพของหมอแจง ผู้เป็นมารดา ขณะที่โอบกระชับการมาถึงของบุตรชาย พร้อมกับถ้อยคำที่กลั่นมาจากหัวใจว่า แคนลูกรัก...แม่ภูมิใจในตัวลูกมาก แม่ดีใจเหลือเกินที่เราได้พบกันอีกครั้งในดินแดนนิรันดร์แห่งนี้ ตามที่ได้มีผู้นำบทความนี้ไปคัดลอกบทความนี้ไปเผยแพร่ยังที่ต่างๆ หลายราย ซึ่งอันที่จริงเป็นนิมิตรหมายที่ดีว่าคนไทยยังรักวีรบุรุษของชาติและเป็นห่วงสถานการณ์ในภาคใต้เป็นอย่างมาก อีกทั้งท่าน "พันทิวา" ผู้เขียนบทความได้เคยแจ้งกับผมว่า ยินดีให้เผยแพร่กันมากๆ แต่ทั้งนี้ เพื่อรักษาจรรยาบรรณที่ดีในสังคมอินเตอร์เน็ต ขอความกรุณาผู้ที่สนใจจะคัดลอกบทความนี้ไปเผยแพร่ รวมถึงผู้ที่ได้คัดลอกไปแล้ว โปรดแจ้งไปยังผู้เขียน (นอ.วิพันธุ์ ชมะโชติ vipan_cm@hotmail.com โทร 081-658-7831) และ/หรือแจ้งผ่านผม (โรจน์ จินตมาศ webmaster@iseehistory.com โทร 081-697-3098) ให้ทราบสักนิดด้วยครับ REF: http://www.iseehistory.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5333371&Ntype=12 August 08 29th Olympic Bijing Games at 08/08/08 |
|
|